สุดขอบฟ้าที่เนปาล | |
| by MrNop:) |
เนปาลอาจเป็นประเทศในฝันสำหรับผู้คนหลายๆ คนบนโลกใบนี้ แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่เลย และไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเที่ยวประเทศนี้ด้วย สาเหตุมันเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางชิวิตนิดหน่อย ประกอบกับเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์สึนามิด้วย เกี่ยวอะไรกับสึนามินะ งงๆอยู่เหมือนกัน จริงๆแล้วหลังจากเหตุการณ์สึนามิในครั้งนั้นแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตของคนเรานั้นมันไม่แน่นอน ประกอบกับมรสุมชีวิตที่ ทำให้รู้สึกว่าต้องรักตัวเองมากขึ้น เลยอยากจะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จะแวะร้านหนังสืออยู่เป็นประจำ วันนึงผ่านไปเห็นหนังสือแนะนำท่องเที่ยวเนปาล อ่านแล้วถูกจริตมาก ผมเป็นคนที่หลงไหลการท่องท่องเที่ยวแบบนกขมิ้น คือ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่นไม่ต้องวางแผนหรือจองที่พักไว้ล่วงหน้า ก่อนหน้านี้เคยไปมาแล้ว 2 ทริปคราวนี้จึงก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิม คือ ค่ำไหนนอนที่่นั่นในต่างแดน ว่าแล้วที่ไหนล่ะจะเหมาะเท่ากันที่นี่ “เนปาล”
วันแรก RA ซูเปอร์เซอร์ไพรส์ และ อาชีพใหม่ของผม
เครื่อง RA 402 (Royal Napal Airline) กรุงเทพ-กาฐมาณฑุ ออกเดินทางจากกรุงเทพตอน 13.50 ผมเลยค่อนข้างเย็นใจได้หน่อยไม่ต้องรีบร้อนอะไรมากมาย ตื่นสายๆ ตรวจดูความเรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน นัดให้เพื่อนมาเอารถไปใช้มันก็เบี้ยวซะอีก เลยต้องจอดล๊อกไว้เฉยๆ ทางไปดอนเมืองต้องผ่านที่ทำงานของผมก่อน ครั้นเลยต้องทำตัวเป็นคนดีโดยแวะตรวจดูงานสักหน่อย จริงๆแล้วจะเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยครับ งานนี้ต้องพึ่งกูเกิลอีกแล้ว พอใกล้เวลาเที่ยง ผมจึงจับแท็กซี่ไปที่ดอนเมือง ถึงดอนเมืองแท็กซี่ถามว่า terminal ไหน อ้าวยุ่งล่ะสิ ไปเมืองนอกก็เคยไปแต่ประเทศเพื่อนบ้าน แถมเคยแต่นั่งเครื่อง TG คราวนี้เลยงงครับ ผมบอกสายการบินคนขับไป พอเห็นว่าไม่ใช่ TG คนขับก็เลยพาผมไปส่งที่ terminal 2 ผลก็คือต้องเดินกลับมาที่ terminal 1 ครับ เดินหางงๆอยู่พักใหญ่ ก็เจอเคาน์เตอร์ RA ซึ่งเงียบจนน่าแปลกใจ ผมยืนลังเลอยู่พักนึงก็จะเดินเข้าไปถาม และแล้ว RA เธอก็ทำ surprise ผมเข้าจนได้ ผมพึ่งสังเกตเห็นป้ายที่ขึ้นอยู่ตรงหน้าผมว่า Cancelled เอาล่ะสิไอ้ผมก็เคยไปเมืองนอกไม่กี่ครั้งแถมไม่เคยไปคนเดียวซะด้วยสิ ทำไงดีนี่ พอดีมีเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ของ RA เอง บอกว่าทางสายการบินจะย้าย ให้ไปกับ TG เครื่องวันพรุ่งนี้เช้าตอน 8 โมง โดยเสนอโรงแรมให้พักที่กรุงเทพหนึ่งคืน ด้วยความสงสัยประกอบกับมึนงง ผมเลยถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ความว่า ได้มีการโทรแจ้งผู้โดยสารแล้วแต่ยังมีหลุดรอดมาบ้างอาจเป็นเพราะ agency ที่ผมซื้อตั๋วด้วยที่ข้าวสาร ไม่เห็นมันสนใจจะขอเข้ามูลติดต่อของผมไว้เลย ส่วนเครื่องวันพุธเนี่ยจะมีการแคนเซิ่ลอยู่เป็นประจำ อ้าวแล้วขากลับผมก็ต้องกลับวันพุธนี่หว่า จะรอดมั๊ยนี่ตรู น้องที่นั่นถามผมว่าตกลงพี่จะกลับบ้านหรือจะพักโรงแรม หลังจากประเมินผลด้วยความเร็วระดับซีพียูเพนเที่ยมโฟร์ ผมเลือกที่จะอยู่โรงแรมครับ เรื่องอะไรจะต้องเสียค่าแท็กซี่กลับไป แถมยังมีโอกาสมาไม่ทันเครื่องอีก เพราะเครื่องออกแต่เช้า ระหว่างนั่งรอรถโรงแรมมารับผมก็เฝ้ามองหาเพื่อนที่หลุดแจ้งยกเลิก เห็นว่ามีตั้ง 18 คน แต่ไหงมีแค่ผมกับฝรั่งอีกคนนั่งรออยู่เท่านั้น สักพักรถโรงแรมก็มารับเรา ทั้งรถมีผมกับฝรั่งและคนขับรถอีกคน ผมในฐานะเจ้าบ้านที่ดี แอบคิดอย่างภาคภูมิใจว่าในฐานะตัวแทนของประเทศ คราวนี้เลยต้องสวมบท เป็นเจ้าบ้านที่ดี ด้วยการชวนคุย
เจอร์ราร์ด หนุ่มชาวแคนาดาอายุ 24 พึ่งมาเอเชียเป็นครั้งแรก โดยได้นัดกับเพื่อนไว้ที่เนปาล มาทรานสิต เครื่องที่กรุงเทพ พอเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ถึงขั้นงงไปเลย ระหว่างทางผมชวนคุยมาตลอด แถมอาสาจะพาเที่ยวด้วย เราเช็คอินที่โรงแรม หลุยส์ แทเวิร์น แถวๆหลักสี่ เอาของไปเก็บที่ห้องแล้วลงมา เจอราร์ดก็ติดผมแจเลย ผมพยายามโทรหาเพื่อนมาช่วยแต่ดูเหมือนว่าจะลำบากซะแล้ว เพราะวันนี้เป็นวันทำงานไม่มีใครว่างแล้ว ครับด้วยสถานะการ์ณบังคับวันนี้ผมขอเปลี่ยนอาชีพเป็นไกด์จำเป็นสักวันนึงแล้วกันครับ เก็บของเสร็จก็ลงมาเรียกแท็กซี่ไปวัดพระแก้วเลย แล้วเจ้าบ้านก็ตกม้าตายจนได้ครับ ระหว่างทางผมพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่ามัวแต่คุยเพลินจนผมลืมจำชื่อโรงแรมครับจำได้แค่ชื่อหลุยส์อะไรสักอย่างอยู่แถวๆ หลักสี่ วันนี้ไกด์เราเกือบจะหลงในบ้านตัวเองซะแล้วโชคดีที่เจอร์ราร์ดแอบเก็บบัตรโรงแรมมาด้วย
ถึงสนามหลวงตอนบ่าย 2 10 นาที ยังมีเวลาเดินวัดพระแก้วอีกชั่วโมง 20 ไม่รู้ทำไมคนขับแท็กซี่ชวนให้ไปล่องเรือจัง แถมบอกอีกว่าไปวัดพระแก้วเดินไม่ทันแล้ว ผมรู้มาว่าราคาเรือว่าค่อนข้างแพงซึ่งผมคงไม่ยอมเสียเงินแบบนี้ที่เมืองไทยวันนี้เป็นแน่ ประกอบกับวัดพระแก้วน่าจะเป็นที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับชาวต่างชาติกับวันแรกๆในกรุงเทพ กว่าจะตกลงมาวัดพระแก้วผมต้องยืนกรานว่าจะไปให้ได้ ผมแสดงความเป็นเจ้าภาพที่ดีอีกครั้งหลังจากปาดเหงื่อจ่ายค่าแท็กซี่เองทั้งหมด พร้อมบอกว่ายูจ่ายขากลับแล้วกัน ที่วัดพระแก้วเราเลือกที่จะข้าม พิพิธภัณท์เหรียญ ไปก่อนเพราะที่นี่ปิด 4 โมงหลังวัดพระแก้วหนึ่งชั่วโมง เจอร์ราร์ดไม่มีกล้องถ่ายรูปมาด้วยผมเลยพาไปหากล้องสำเร็จรูปแถวหน้าพระลานราคาตัวละ 700 บาท แต่เห็นแล้วยังเป็นห่วงอยู่ไอ้กล้องนั่นจะไว้ใจได้แค่ไหน แถมกลัวว่าเค้าจะไม่มีรูปกลับบ้านไหนๆได้มาเมืองไทยทั้งทีแล้ว ผมเลยอาสาเป็นตากล้างให้อีกด้วย นอกจากเป็นตากล้องแล้วผมยังต้องคอยเลือกโลเกชั่นและคอยจัดท่าทางให้อีกสักหน่อย
เสร็จจากวัดพระแก้วก็ไปวัดโพธิ์ต่อ แต่เอเราต้องลืมอะไรบางอย่างไปแน่ๆ ร่างกายมันฟ้องครับ 4โมงแล้วเรายังไม่ได้กินข้าวเที่ยงกันเลยครับเวลาก็น้อย ผมเลยชวนแวะร้านเซเว่นได้ซาลาเปาคนและลูกน้ำเปล่าคนละขวดระหว่างทางเดินไปวัดโพธิ์ จากวัดโพธิ์เราข้ามฝากไปวันอรุณต่อ ตอนนี้ค่าเรือข้ามฝากเป็น 3 บาทแล้วคงขึ้นตามราคาน้ำมัน เดินเที่ยวถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนเมื่อยเลยต้องนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อน ระหว่างนั้นผมก็ซักถามประวัติส่วนตัวเพื่อสร้างความคุ้นเคยต่อ
จากวัดอรุณที่นี่สามารถมองเห็นสะพานพระรามแปดด้วย พอดีเจอร์ราร์ดถามถึงผมเลยได้ไอเดียว่าจะพาไปเที่นวไหนต่อดี นั่งพักพอหายเหนื่อยแล้วเราจึงนั่งเรือข้ามฟากกลับมา ไหนๆมาเที่ยวกรุงเทพทั้งทีแล้วหากไม่ได้นั่งตุ๊กๆ ก็เหมือนมาไม่ถึง คันแรกตรงท่าเรือเรียกราคา 70 บาท ผมไม่เสียเสียเวลาต่อรองราคาเลยครับ เพราะแพงเกินไป เดินต่อมาอีกสัก 50 ก้าวเรียกอีกคัน 40 บาท ต่อ 30 บาทตกลงมึ่งหน้าสู่ถนนพระอาทิตย์ มานั่งรอพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวนสันติไชยปราการ นั่งผ่อนคลายดูวิถีชีวิตผู้คนที่นั่น
จนเริ่มมืดผมจึงชวนเดินต่อมาที่ถนนข้าวสาร สั่งข้าวกระเพราไก่ใส่ถาดโฟมคนละถาด และผัดไทยอีกถาดมาแบ่งกันซื้อน้ำที่ร้านเซเว่นมานั่งกินริมฟุตบาท ผมคุยกับเจราร์ดว่าแปลกดี นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมานั่งกินอะไรบนฟุตบาทที่นี่ เจอร์ราร์ดแถมต่อว่ากับผู้ชายแปลกหน้าที่พึ่งรู้จักกัน ที่นี่เจอร์ราร์ดหาร้านอินเตอร์เน็ตเพื่อส่งเมล์บอกเพื่อนแล้วเรามานั่งกินเบิยร์กันต่อหมดไป 2 ขวดผมเลยถามว่าเอายังไงต่อดี เจอร์ราร์ดว่าแล้วแต่บอก ตอนแรกรู้สึกแย่มากที่เครื่องโดนยกเลิกแล้วต้องมาค้างอยู่ในเมืองที่ไม่เคยคิดมาก่อนแต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากกว่าที่เครื่องโดยยกเลิก อาการไข้ที่สะสมมาแต่ 2 วันก่อนชักเริ่มออกอาการด้วย แถมพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าแล้วก็เพลียมากด้วย ผมเลยชวนกลับโรงแรมแต่ก่อนกลับผมจะพาเค้าไปที่นึงก่อน
ผมพาไปที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่นั่นจะเห็นพระที่นั่งอนันตสมาคมยามค่ำคืนที่เปิดไฟสวยมาก ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ผมพาเดินต่อมาอีกหน่อยที่วัดเบญจ ไปยืนดูอยู่หน้าวัดซึ่งควรจะปิดแล้ว แต่พอลองผลักประตูเข้าไปปรากฏว่าไม่ได้ล็อกครับ ผมถือโอกาสขออนุญาตตัวเองแอบเข้าไปยืนถ่ายรูปด้านใน 2 รูปครับ เสร็จเรียบร้อยก็ปิดตูออกมาเรียกแท็กซี่กลับโรงแรมระหว่างกลับมีเสียงไซเรนรถตำรวจดังขึ้นมา เจอร์ราร์ดบอกว่าสงสัยเค้าจะมาตามจับพวกที่แอบเข้าวัดเมื่อกี้
กว่าจะถึงโรงแรมเราเผลอหลับไปหลายรอบเลยครับ ผมรีบกินยาลดไข้แล้วไปอาบน้ำเตรียมเข้านอน ระหว่างนั้นพอดีมีโทรศัพท์จากทางโรงแรมโทรเข้ามาบอกว่าเรายังมีคูปองมื้อค่ำเหลืออยู่ต้องการจะใช้หรือ ถึงแม้จะง่วงหรือเพลียขนาดไหนเรื่องแบบนี้ผมก็ยังมีสติดีอยู่ครับ ตอบไปทันทีว่าเดี๋ยวจะลงไปครับ ผมโทรถามกับเจอร์ราร์ดมามีใครโทรมาหามั๊ยปรากฏว่าไม่มี สงสัยว่าพนักงานคงคิดว่ามาด้วยกันเลยบอกแค่คนเดียว คงขี้เกียจจะสะปี๊กให้เมื่อย ผมนัดกับเจอร์ราร์ดอีกครั้งที่หน้าลิฟต์ มื้อเย็นที่นี่มีอาหารให้เลือก 4 อย่าง อาหารฝรั่ง 2 ชุดอาหารไทย 2 ชุด เราเลือกสั่งอาหารไทยมาคนละชุดแล้วมาแชร์กับข้าวกันครับอาหารที่นี่อร่อยมาก ทั้ง 2 ชุดไม่มีอะไรเหลือให้คนล้างจานต้องลำคาญใจเด็ดขาด แต่ที่น่าแปลกใจอยู่อย่างนึงคือพนักงานจะคุยแต่เป็นภาษาไทยกับผมตลอด นัดตั้งแต่กรุงเทพ บ่ายมาแล้วที่ผมมีอาชีพใหม่ถึง 3 อาชีพคือ ไกด์จำเป็น ตากล้องจำเป็น และ สไตลิสต์จำเป็น ตอนนี้ผมต้องเพิ่มอีกอาชีพนึงแล้ว ล่ามจำเป็นครับ









ทำงานอะไรเอ่ย มีเวลาไปเที่ยวที่แปลกๆ น่าสนใจดี
เล่มเดียวกันอ่านแล้วอยากไป ABC
Leave your response!
Photo Blog
More Photos
Tags
Pages
Meta