วันที่สาม : 500 รูปีแห่งความทรงจำ หวาดระแวงจนวิตกจริต

Kathesimbu Stupa วัดทิเบต
เวลากลางคืนของที่นี่ยาวนานอย่างที่เขาบอกกันจริงๆครับ วันนี้ตื่นแต่เช้าครับตั้งใจว่าจะเดินไปดูบาร์สแควร์ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของทาเมล คราวนี้ไม่หลงเพราะเริ่มพอจับทิศทางได้แล้วคือเดินตรงอย่างเดียว ช่วงเช้ามืดอย่างนี้ผู้คนยังไม่ค่อยมากเท่าไหร่นัก ยิ่งชาวต่างชาติด้วยแล้วไม่เจอเลยสักคน พอเลยย่านทาเมลเก็จะมีวัดทิเบตอยู่ทางขวามือที่นี่เป็นสถูปจำลองของ Swayambhunath ผมมาถึงแต่เช้าเลยไม่ค่อยมีคนจึงได้ถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลินได้เต็มที่หน่อย แต่พอถ่ายรูปอยู่ได้พักใหญ่ก็มีคนเนปาลมาคุยด้วยบอกว่าตัวเองไปไกด์เสนอตัวพาไปเที่ยวอยากไปไหนให้ติดต่อเค้าได้ แต่ผมก็แค่กล่าวขอบคุณขอบคุณแล้วปฏิเสธไป เพราะว่าไปเองน่าจะสนุกกว่าเยอะจริงมั๊ยครับ

ย่าน Indra Chowk
เดินต่อมาอีกหน่อยก็จะผ่านย่าน Indra chowk ตรงนี้จะมีวัดนึงที่ตกแต่งด้วยโลหะบริเวณนี้จะเป็นตลาดเช้าด้วยผู้คนมีซื้อของ จิบชา อ่านหนังสือพิมพ์คล้ายกับสภากาแฟบ้านเราแต่คงต้องเมื่อยหน่อยนะครับเพราะไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง จาก Indra chowk ซึ่งตามแผนที่แล้วอยู้ใกล้ Dubar Square มากแต่ก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะเห็นเลย ภายหลังจึงมารู้ว่าจากที่เลี้ยวขวาเข้าซอยไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว แต่ผมเดินตรงต่อมาอีกหน่อยจนมาโผล่ที่ new road ตรงมุมถนนหันไปทางขวาก็จะพบกับ Dubar Square

KTM Dubar Square
มาแต่เช้าเห็นว่าเคาน์เตอร์เก็บตั๋วยังปิดอยู่เลยถือโอกาสเข้าไปเดินถ่ายรูปซะก่อน ไม่ต้องเสีย 250 รูปีครับ เดินแวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก็มีคนมาชวนคุยด้วยคราวเป็นเด็กวัยรุ่น มาตีสนิทด้วยบอกผมว่าบ้านอยู่แถวนี้ เสนอพาผมเดินเที่ยวรอบๆ โดยบอกว่าอยากจะฝึกเป็นไกด์ ถามราคาว่าคิดเท่าไหร่ น้องแกบอกว่าแล้วแต่ ให้ดูตามผลงานแล้วกัน ด้วยความเป็นคนไทยใจดีอย่างนี้มีหรือจะไม่ช่วยส่งเสริมกัน ทั้งที่จริงอยากเดินดูคนเดียวมากกว่า แต่เอาน่ะได้ช่วยเด็กหารายได้แถมยังมีเพื่อนคุยด้วย ไหนๆก็ไม่ต้องเสียค่าเข้ามาแล้ว น้องแกพาเดินดูกว่าชั่วโมงเห็นจะได้ ตกลงตามนั้นก็พาผมเดินดูที่ต่างๆ ถึงแม้ว่าบริเวณนี้จะไม่มีอะไรให้ดูมากนักแต่การมีเพื่อนคุยเป็นคนท้องถิ่น เวลานี้ถือว่าได้พอใช้ได้ทีเดียว ระหว่างทางน้องแกก็จะค่อยถามว่างานไกด์แกเป็นยังไงบ้าง ผมก็จะให้กำลังใจเต็มที่เลยครับ แอบนึกในใจว่าตัวเองโชคดีแต่หารู้ไม่ว่าความซวยกำลังจะมาเยือนแล้ว เดินอยู่เกือบชั่วโมงก็ทั่วแล้วครับ ผมเสนอเลี้ยงอาหารเช้าโดยบอกว่าให้พาไปร้านอาหารให้หน่อย เอาแบบที่คนเนปาลเค้ากินกันน่ะ น้องแกเลยพาผมมาที่หลังรูปปั้นครุฑที่นี่มีชานมขายแก้วละ 5 รูปีผมสั่งชามา 2 แก้วโดยผมเป็นคนจ่ายเงิน จริงๆแล้วผมอยากหาอะไรหนักๆกว่านั้นกิน แต่ดูน้องแกแล้วท่าทางไม่อยากไปต่อผมเลยหยิบเงินออกมา 100 รูปีออกมาให้ น้องแกทำถ้าแปลกๆ ผมก็งง บอกผมว่าเป็นไปไม่ได้ ปกติค่าไกด์ที่นี่จะคิดกัน 700-800 รูปีบอกว่าอย่างน้อยแกต้องได้ 500 รูปีผมก็ไม่มีข้อมูลตรงนี้ซะด้วยไม่รู้จะทำยังไงได้ ไหนๆก็เสียค่าโง่มาแล้วเลยต้องยอมจ่ายไป หลังเสียค่าโง่มาแล้ว จะให้เดินออกจากที่นี่ไปง่ายๆก็เสียดายครับเลย

KTM Dubar Square หรือ Hanuman Dhoka Dubar Square
เดินถ่ายรูปต่อไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อกี้ไม่ค่อยได้ถ่ายเพราะมัวแต่เกรงใจมันอยู่ ตลอดเวลาก็เจอคนเข้ามาคุยด้วยทำนองเดียวกันน่ารำคาญมากๆ มีอยู่รายนึงเอาของมาขายผมบอกว่าไม่อยากได้มาอ้อนวอนอยู่นานทีเดียวผมก็ไม่ใจอ่อนครับ จนตอนก่อนกลับเดินมาเจออีกก็มาอ้อนวอนแบบแทบกราบเลยครับ บอกว่าให้ช่วยเค้าหน่อยเพราะผมเป็นลูกค้าคนแรกของวัน ที่เค้าเปิดการขายถ้าขายไม่ได้ก็จะโชคไม่ดี ให้ช่วยซื้อแบบไม่คิดกำไรเลย เป็นกุญแจทองเหลืองครับราคาตอนแรกจะขายผม 500 รูปีตอนหลังขอผมร้อยบาทไทย หรือประมาณร้อยหกสิบรูปี ผมก็ใจอ่อนทั้งที่ไม่อยากซื้อก็ต้องช่วยซื้อกลับมา ภายหลังเจอเพื่อนอีกหลายคนซื้อมาแบบเดียวกันราคาแค่สิบรูปีครับ แสบจริงคนที่นี่

ดาบัท
กลับจากดูบาร์สแควร์ผมแวะเช็คราคาเกสเฮ้าส์ย่านในเมืองหาได้ราคาสี่เหรียญแต่เป็นห้องน้ำรวมเสร็จแล้วแวะไปสมัคร Entry permit ที่สำนักงานของ ACAP แค่กรอกใบสมัครแล้วจ่ายเงิน สองพันรูปีก็ได้เลย ในสมัครมีข้อมูลให้เติมจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดซึ่งผมเองยังไม่ค่อนแน่ใจเลยเข้าไปถามกันเจ้าหน้าที่แต่ได้ความว่าอะไรก็ใส่ๆไปเถอะ นัยว่ามีเงินจ่ายก็ไม่มีปัญหาแล้ว ผมรับใบEntry permit กลับมาแบบงงแล้วเดินกลับโรมแรม ระหว่างทางเห็นร้านอาหารแบบคนท้องถิ่นกินกันเข้าไปดูเห็นมีเมนู ดาบัท ราคาแค่สี่สิบรูปี นี่ถ้าพลาดท่าไปกินทีโรงแรมเมื่อวานล่ะก็จะต้องจ่ายถึงร้อยห้าสิบรูปีไปแล้ว งานนี้เลยต้องลองสักหน่อยแล้ว ดาบัทเป็นอาหารพื้นเมืองที่นี่ครับ จะเสริฟด้วยถาดหลุมมีข้าวอยู่ตรงกลางราดด้วยผักลวก มาหน่อยนึงที่เหลือจะเป็นซุปและแกงกระหรี่ซึ่งทั้งหมดไม่มีเนื้อสัตว์เลย

ที่ทำการไปรษณีย์
ได้ลองดาบัทเรียบร้อยแล้วผมกลับโรงแรมอาบน้ำ เก็บของแล้วลงมาเช็คเอาต์ ที่เคาน์เตอร์ถามผมว่าจะไปไหน ทำให้ผมมาเอะใจว่าผมตอนมาผมบอกว่าจะอยู่คืนเดียว แล้วมันรู้ได้ยังไงว่าผมต้องอยู่อีกคืน ตามกฎหมายที่นี่สำหรับที่พักที่ลงทะเบียนกับรัฐผู้เข้าพักจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกสิบสามเปอร์เซนต์ ที่เคาน์เตอร์บอกผมมาว่า วันมอร์ดอลล่า ผมไม่คิดมากก็เลยจ่ายไป แต่พอมานึกดูดีดีเอ ขอเครื่องคิดเลขหน่อยดีกว่า ค่าที่พัก 5 เหรียญคิดเป็นเงิน 5×72 ได้ 350 รูปี 13% ก็ประมาณ 45 รูปี อ้าวไม่ถึงนี่หว่าแถมเรตเงินผมก็โดนคิดด้วยเรตสูงสุดแล้ว ถึงแม้จะต่างแค่ยี่สิบรูปีแต่คราวนี้ผมไม่ยอมแล้ว ออกจากโรงแรมผมย้ายไปอยู่มาโคโปโลเกสเฮาส์คืนละสี่เหรียญ
[mappress]
พอเก็บของเข้าห้องเรียบร้อย ก็ออกมาส่งโปสการ์ดที่ไปรษณีย์ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินตึกเดียวกับที่มาทำ Entry permit แต่อยู่ซ่อนอยู่ตรงซอกๆ กว่าจะหาเจอต้องเดินถามไปตลอดทางจนมายืนอยู่ข้างหน้าแล้วยังไม่แน่ใจเลย ไปรษณีย์ที่นี่เป็นห้องแคบๆมากมีเจ้าหน้าที่อยู่คนเดียวไม่มีเครื่องแบบใดๆทั้งสิ้นตรงทางเข้าต้องเดินผ่านร้านอาหารเข้าไปก่อน ด้วยความประทับใจไปรษณีย์ที่นี่ ผมเลยต้องขอพี่ไปรษณีย์แกถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกซักรูปนึงก่อน

รอบๆ วัด Pashupatinath
กว่าจะเสร็จธุระก็เกือบเที่ยงแล้วผมเรียกแท็กซี่แถวๆนั้นเพื่อไป Pashupatinath แต่ราคายังไม่เป็นที่พอใจ พอดีมีพี่คนนึงแกเดินมาถามว่าร้อยนึงไปมั้ยผมไม่ลังเลเลยครับถึงแม้รถจะเก่าไปนิด ก่อนออกคนขับคนก่อนที่ผมเรียกก็มาเคาะรถโวยวาย ผมถามคนขับรถว่าเกิดอะไรขึ้น แกตอบมาน่ารักมากว่า business competition ทำเอาผมถึงกับอึ้งไปเลย ระหว่างทางเราคุยกันเรื่องรถยนต์กัน รถยยต์ที่นี่ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมคือ Suzuki ผมก็เข้าว่าเป็นยี่ห้อซูซูกิ แต่คนขับว่าไม่ใช่หรอก ซูซูกิน่ะแพงมากและคุณภาพดี ที่เค้าใช้กันส่วนใหญ่คือ Suzuki maruti เป็นรถจากอินเดียราคาถูกกว่ามากคุณภาพอาจจะสู้ไม่ได้แต่ถึงว่าเหมาะที่เดียวสำหรับคนที่นี่ แท็กซี่มาส่งผมที่ทางเข้าวัด

Pashupatinath
ที่นี่เป็นวัดฮินดูเก่าแก่และเป็นมรดกโลกอีกแห่งในกาฐมันฑุวัลเล่ย์ ไฮไลด์ของที่นี่คือการเผาเป็นเชิงตะกอนริมแม่น้ำ ภายในวัดอนุญาตให้แค่คนฮินดูเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เราเลยแค่ได้เพียงแค่เดินดูรอบๆ แต่ถ้าอยากเห็นมุมสวยๆ ต้องข้ามสะพานไปที่เนินเขาอีกฝั่งนึง ที่นี่ต้องระวังเรื่องการถ่ายรูปเป็นพิเศษนะครับ การถ่ายรูปงานศพควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเพื่อเป็นการให้เกีรยติกับผู้ตายและเจ้าของงานศพด้วย ที่นี่จะมีพวกฤษี ดาบสมาให้ถ่ายรูปแลกกับเงิน อันนี้นานาจิตตังนะครับส่วนผมเองไม่สนับสนุนอยู่แล้วเลยพยายามเลี่ยงอยู่ อีกอย่างคือเด็กๆ ที่เนปาลนี่ชอบถ่ายรูปมากครับ บางทีเค้าจะขอให้เราถ่ายรูปเค้าแต่ต้องระวังครับตามสถานที่ท่องเที่ยวก็จะมีพวกที่มีให้ถ่ายรูปแลกกับเงินด้วยเหมือนกัน พบเดินเข้าถึงบริเวณวัด ไม่ทันได้ตั้งตัวผมก็ถูกจู่โจมด้วยไกด์ท้องถิ่นโดยทันที เริ่มต้นด้วยการลากผมไปซื้อค่าเข้าชมราคา 250 รูปี ว่าจะแอบเข้าฟรีซะหน่อยเลยอดเลย ตามด้วยการพยายามชวนคุยแล้วเดินรูปพิธีเผาศพเพื่อที่จะเอาผมให้ใช้บริการของเขา ซึ่งผมเองเห็นว่าไม่สมควร ลองนึกถึงใจเขาใจเราก็เลยไม่ถ่ายตรงนั้น สุดท้ายเห็นท่าคงไม่ได้แอ้มผมแน่น แกใช้ไม้ตายสุดท้ายซึ่งฟังดูมีเหตุผลดีครับ แกบอกวัดนี้มีรายละเอียดเยอะไหนเสียค่าเข้าตั้ง 250 รูปีแล้วน่าจะได้รู้อะไรมากกว่านี้ ค่าไกด์ก็แค่ 200 รูปีเท่านั้น นี่ถ้าไม่โดยหลอกมาแต่เช้าแล้วคงจะช่วยอุดหนุนแกสักหน่อย พอเห็นท่าว่าคงไม่ได้ผมเป็นลูกค้าแน่ๆแล้วแกก็เลยผละออกไป ส่วนผมก็เดินต่อหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย เนินเขาฝั่งตรงข้ามเราจะสามารถถ่ายรูปวัดได้ชัดที่สุด ระหว่างทางก็มีทั้งโยคีและมาเชิญชวนให้ถ่ายเพื่อแลกกับเงินตลอด ผมเดินถ่ายรูปจนพอใจแล้วผมก็เดินขึ้นต่อไปจะถึงยอดแล้วจะมีทางลงอีกทางนึงซึ่งเขามาที่วัดไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือตรงนี้ไม่มีด่านเก็บค่าเข้าครับ

มุมมองจาก Pashupatinath เห็น Bouthanath อยู่ไกลๆ
จากจุดนี้เองเราจะมองเห็นสถูป Bouthanath อยู่ลิบๆ อีกด้านจะมองเป็นเทือกเขาหิมาลัยวิวสวยทีเดียว เดินๆอยู่แถวนั้นพอดีเจอฝรั่งคนนึงเดินมาคนเดียวผมเลยเดินเข้าไปชวนคุยด้วย แรกๆแกทำท่าจะกลัวๆเราอยู่เหมือน สงสัยคงจะเดินมาเยอะเห็นกัน พอผมแนะนำตัวเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกันแกก็เลยไว้ใจ คุยพอดีเรามาจุดมาเดียวกันคือจะเดินไป Bouthanath เหมือนกัน ระหว่างทางชวนคุยสร้างความสนินสนมได้ความว่า ชื่อ จอร์จ มาจากออสเตรเลีย จะไป Everest Base Camp ทางจาก Pashupati ไป Bouthanath เส้นทางนี้จะทุรกันดานสักหน่อยไม่เห็นทางเดินในเมืองทั่งไป ถ้ามาคนเดียวนี่อาจจะเปลี่ยนใจกลับไปทางอื่นแล้ว ยังดีนะที่มีเพื่อนเดินมาด้วยกัน ระหว่างทางมีเด็กมาเรียกให้ถ่ายรูป แต่เราชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าอยากถ่ายจริงๆ เห็นอยากได้เงิน ถึงแม้ว่าจะเนินเขาที่ Pashupati เราจะมองเห็น Bouathanath ได้ก็จริงแต่มาเดินเราไม่ใช่ใกล้เลย แถมไม่เห็นยอดสถูปอีกต่างหาก เส้นทางก็ดูสับสนเราต้องใช้แผนที่ช่วยมาตลอด บ้างคร้งไม่มั่นใจพอเจอชาวบ้านผมก็ถามเลยอย่างน้อยก็จะได้มั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว

Bouthanath
ที่ Bouthanath เสียค่าเข้า 100 รูปี ที่นี่เป็นเจดีย์แบบทิเบตเหมือน Swayabuthnath แต่ขนาดใหญ่กว่าและอยู่บนที่ราบเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง ตอนนี้ท้องเริ่มหิวแล้วแต่จะชวนกันหาอะไรกินก็เกรงใจ เราก็เลยเดินดูรอบๆ สถูป ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ โชคดีครับที่นี่เราได้เห็นการกราบพระแบบธิเบตที่นอนราบลงไปที่พื้นเลย ต้องรีบถ่ายเป็นวีดีโอไว้ จังหวะเดียวกันได้ยินเสียงเด็กตะโกนเรียก หันไม่มองที่ต้นเสียงปรากฏว่าเป็นเด็กธิเบต เรียกให้เราถ่ายรูปตัวเองตอนนั่งสมาธิ ผมสังเกตเห็นว่ารอบๆ สถูปจะมีทางเข้าได้อีกหลายทางซึ่งคงไม่มีด่านเก็บค่าผ่านทางได้เช่นกัน บริเวณสถูปจะมีร้านขายของที่ระลึก ที่พัก ภัตตาคาร ขากลับพอออกจากสถูปผมถาม จอร์จ ว่าจะเอายังไงนั่งแท็กซี่กลับหรือจะเดินกลับกันดี จอร์จชวนเดินกลับครับผมเห็นว่าดีเหมือนกันจะได้เดินดูอะไรไปเรื่อยๆ โดยลืมไปว่าจากนี่ถึงที่พักประมาณ ห้ากิโลได้ ระหว่างเดินต้องดูแผนที่กำกับไปตลอดเพราะเส้นทางค่อนข้างซับซ้อนมีโอกาสหลงทางได้ ตอนนั้นบ่ายโมงกว่าแล้วยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย ตอนอยู่ที่ Bouthanath ก็แอบมองร้านอาหารอยู่หลายครั้งเหมือนกัน แต่เกรงใจพี่จอร์จแก ระหว่างทางที่เดินมาด้วยกันหลายช่องเราเลือกเดินเข้าซอยเล็กๆ ซึ่งดูตามแผนที่แล้วเป็นทางลัด ถนนจะแคบมาตลอดทางแทบไม่มีรถและคนเดินสวยมาเลย ลองมั่วกันมาเรื่อยๆสุดท้ายก็มาโผล่แถววัง

Tondsori Chicken กะ Butter Naan
ผมแยกกับจอร์จตรงหน้า Guesthouse ที่พักของผมทั้งเมื่อยทั้งหิว รีบขึ้นเอาของไปเก็บเปลี่ยนรองเท้าแตะแล้วมาหาอะไรกิน เจอกับจอร์จอีกครั้งสงสัยหาอะไรกิน คงจะหิวและเมื่อยหมือนกัน มื้อนี้ของผมจบอยู่ที่
แถม โค้กอีกขวด เบ็ดเสร็จราคา 132 Rs ตอนระหว่างทางกลับจาก Bouthanath ผมสังเกตเห็นขนเข็นขายผลไม้อยู่หลายคัน พอดีเห็นพ่อค้าขายกล้วยผ่านมาพอดีเลยนึกอยากกินขึ้นมา พอถามราคาพี่ยังไม่ยอมบอกแถมทำใจดีปลอกให้ชิมเลย พี่แกบอกว่าอร่อยมาจากสิงคืโปร มาไกลซะด้วยนะ โม้หรือเปล่าวะเนี่ย รสชาตินี่อย่ามาเทียบกะกล้วยบ้านเลยครับมันฝาดมากๆ ผมตอบตามจริงว่าไม่อร่อยว่ะ นึกในใจว่าแบบนี้ไม่ต้องอุตส่าห์ไปหามาไกลถึงสิงค์โปร์หรอกเพ่ พ่อค้ายังไม่ละความพยายามหยิบอีกลูกออกมา บอกว่าอันนี้มาจากอินเดียรสชาติดีขึ้นหน่อย ตกลงซื้อถามราคาแตอบว่า วันฟิ้ฟตี้ เราเข้าใจว่าหวีละ 50 รูปี แพงเหมือนกันแฮะ ประมาณ 30 บาท แต่ไม่เป็นไรได้มาตั้งหวีนึง เผื่อกินทิ้งกินขว้างได้ จ่ายไป 50 พ่อค้าบอกว่า วันฟิ้ฟตี้ ไม่ใช่ วัน piece – ฟิ้ฟตี้ รูปี้ แต่เป็น วันฮันเดรดฟิ้ฟตี้ Oh god โดนอีกแล้วตรู มาได้ทุกรูปแบบจริงๆ ผมเลยบอกไปว่างั้นผมเอาแค่ 50 รูปีแล้วกัน ยูจะให้แค่ไหนก็ได้ ให้แบ่งออกมา พ่อค้ายื่นข้อเสนอใหม่มาว่า วันฮันเดรด ก็ได้ อ้าวซะงั้น คราวนี้ผมยืนกระต่ายขาเดียวเลย ในที่สุดพี่แกก็ยอมแบ่งกลับไปครึ่งนึง ก็โอเคแล้วเพราะว่าถ้าเต็มหวีนี่คงกินจนเครียดได้เหมือนกัน

ถ่ายคู่กับจอร์จ ที่ Bouthanath
กลับมาที่เกส์ตเฮ้าส์อาบน้ำเสร็จ พอดีนึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องขึ้นรถที่ไหนเลย ลงมาถามที่เคาท์เตอร์แนะนำว่า สามารถเดินไปได้ประมาณไม่เกิน ถ นาทีก็ถึงแล้ว อยู่ใกล้ๆ วัง แล้วพี่แกก็ถามว่าซื้อตํ๋ซมาเท่าไร 600 รูปีหรือเปล่า ผมบอกว่า 10 เหรียญ พี่ด่าให้ฟังเลยว่าราคาปกติไปกลับอยู่ที่ 600 รูปี ชาร์ตเพิ่มตั้งร้อยนึงนี่มันทำให้ความเชื่อถือเสียกันหมด และแกก็พลอยเสียหายไปด้วยเพราะผู้คนเริ่มไม่ไว้ใจหมดแล้ว แกบอกว่าที่นี่มีคนไม่ดีเยอะ คิดแต่จะหลอกลูกค้าเอา ไม่คิดเคยคิดเลยว่ามันจะเสียหายด้วยกัน ผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่เลย พร้อมกับเล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง เสร็จแล้วขอตัวกลับห้อง บอกแกว่าจะฝากให้ส่ง Postcard ให้ด้วย วันนี้ตอนแรกว่าจะไปเดินเล่นต่อ แต่รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน จอร์จ ถ้าเราเจอนายอีกทีนะ เราจะบอกนายว่า “โอ้พระเจ้าจอร์จ มันเหมื่อยมากเลยว่ะนาย”
ค่าห้องคืนนี้ 325 รูปี ฝากส่ง Postcard 4 ใบราคา 120 รูปี
วันที่สาม : 500 รูปีแห่งความทรงจำ หวาดระแวงจนวิตกจริต
เวลากลางคืนของที่นี่ยาวนานอย่างที่เขาบอกกันจริงๆครับ วันนี้ตื่นแต่เช้าครับตั้งใจว่าจะเดินไปดูบาร์สแควร์ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของทาเมล คราวนี้ไม่หลงแล้วครับเริ่มพอจับทิศทางได้แล้วเดินตรงอย่างเดียว ช่วงเช้ามืดอย่างนี้ผู้คนยังไม่ค่อยมากเท่าไหร่นัก ยิ่งชาวต่างชาติด้วยแล้วไม่เจอเลยสักคน พอเลยย่านทาเมลเก็จะมีวัดทิเบตอยู่ทางขวามือที่นี่เป็นสถูปจำลองของ Swayambhunath ผมมาถึงแต่เช้าเลยไม่ค่อยมีคนจึงได้ถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลินได้เต็มที่หน่อย แต่พอถ่ายรูปอยู่ได้พักใหญ่ก็มีคนเนปาลมาคุยด้วยบอกว่าตัวเองไปไกด์เสนอตัวพาไปเที่ยวอยากไปไหนให้ติดต่อเค้าได้ แต่ผมก็แค่กล่าวขอบคุณขอบคุณแล้วปฏิเสธไป เพราะว่าไปเองน่าจะสนุกกว่าเยอะจริงมั๊ยครับ เดินต่อมาอีกหน่อยก็จะผ่านย่าน Indra chowk ตรงนี้จะมีวัดนึงที่ตกแต่งด้วยโลหะบริเวณนี้จะเป็นตลาดเช้าด้วยผู้คนมีซื้อของ จิบชา อ่านหนังสือพิมพ์คล้ายกับสภากาแฟบ้านเราแต่คงต้องเมื่อยหน่อยนะครับเพราะไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง จาก Indra chowk ซึ่งตามแผนที่แล้วอยู้ใกล้ Dubar Square มากแต่ก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะเห็นเลย ภายหลังจึงมารู้ว่าจากที่เลี้ยวขวาเข้าซอยไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว เดินต่อมาอีกหน่อยก็จะมาโผล่ที่ new road ตรงมุมถนนหันไม่ทางขวาก็จะพบกัน Dubar Square มาแต่เช้าเห็นว่าเคาน์เตอร์เก็บตั๋วยังปิดอยู่เลยถือโอกาสเข้าไปเดินถ่ายรูปซะก่อน ไม่ต้องเสีย 250 รูปีครับ เดินแวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก็มีคนมาชวนคุยด้วยคราวเป็นเด็กวัยรุ่น มาตีสนิทด้วยบอกผมว่าบ้านอยู่แถวนี้เพราะเสนอพาผมเดินเที่ยวรอบๆ โดยบอกว่าอยากจะฝึกเป็นไกด์ ถามราคาว่าคิดเท่าไหร่ น้องแกบอกว่าแล้วแต่จะให้ดูตามผลงานแล้วกัน ด้วยความเป็นคนไทยใจดีอย่างนี้มีหรือจะไม่ช่วยส่งเสริมกัน ทั้งที่จริงอยากเดินดูคนเดียวมากกว่า แต่เอาน่ะได้ช่วยเด็กหารายได้แถมยังมีเพื่อนคุยด้วยไหนๆก็ไม่ต้องเสียค่าเข้ามาแล้ว น้องแกพาเดินดูกว่าชั่วโมงเห็นจะได้ ตกลงตามนั้นก็พาผมเดินดูที่ต่างๆ ถึงแม้ว่าบริเวณนี้จะไม่มีอะไรให้ดูมากนักแต่การมีเพื่อนคุยเป็นคนท้องถิ่น เวลานี้ถือว่าได้พอใช้ได้ทีเดียว ระหว่างทางน้องแกก็จะค่อยถามว่างานไกด์แกเป็นยังไงบ้าง ผมก็จะให้กำลังใจเต็มที่เลยครับ แอบนึกในใจว่าตัวเองโชคดีแต่หารู้ไม่ว่าความซวยกำลังจะมาเยือนแล้ว เดินอยู่เกือบชั่วโมงก็ทั่วแล้วครับ ผมเสนอเลี้ยงอาหารเช้าโดยบอกว่าให้พาไปร้านอาหารให้หน่อย เอาแบบที่คนเนปาลเค้ากินกันน่ะ น้องแกเลยพาผมมาที่หลังรูปปั้นครุฑที่นี่มีชานมขายแก้วละ 5 รูปีผมสั่งชามา 2 แก้วโดยผมเป็นคนจ่ายเงิน จริงๆแล้วผมอยากหาอะไรหนักๆกว่านั้นกิน แต่ดูน้องแกแล้วท่าทางไม่อยากไปต่อผมเลยหยิบเงินออกมา 100 รูปีออกมาให้ น้องแกทำถ้าแปลกๆ ผมก็งงบอกผมว่าเป็นไปไม่ได้ ปกติค่าไกด์ที่นี่จะคิดกัน 700-800 รูปีบอกว่าอย่างน้อยแกต้องได้ 500 รูปีผมก็ไม่มีข้อมูลตรงนี้ซะด้วยไม่รู้จะทำยังไงได้ไหนๆก็เสียค่าโง่มาแล้วเลยต้องยอมจ่ายไป หลังเสียค่าโง่มาแล้ว จะให้เดินออกจากที่นี่ไปง่ายๆก็เสียดายครับเลย เดินถ่ายรูปต่อไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อกี้ไม่ค่อยได้ถ่ายเพราะมัวแต่เกรงใจมันอยู่ ตลอดเวลาก็เจอคนเข้ามาคุยด้วยทำนองเดียวกันน่ารำคาญมากๆ มีอยู่รายนึงเอาของมาขายผมบอกว่าไม่อยากได้มาอ้อนวอนอยู่นานทีเดียวผมก็ไม่ใจอ่อนครับ จนตอนก่อนกลับเดินมาเจออีกก็มาอ้อนวอนแบบแทบกราบเลยครับ บอกว่าให้ช่วยเค้าหน่อยเพราะผมเป็นลูกค้าคนแรกของวันที่เค้าเป็นการขายถ้าขายไม่ได้ก็จะโชคไม่ดี ให้ช่วยซื้อแบบไม่คิดกำไรเลย เป็นกุญแจทองเหลืองครับราคาตอนแรกจะขายผม 500 รูปีตอนหลังขอผมร้อยบาทไทยหรือประมาณร้อยหกสิบรูปีผมก็ใจอ่อนทั้งที่ไม่อยากซื้อก็ต้องช่วยซื้อกลับมา ภายหลังเจอเพื่อนอีกหลายคนซื้อมาแบบเดียวกันราคาแค่สิบรูปีครับแสบจริงคนที่นี่ กลับจากดูบาร์สแควร์ผมแวะเช็คราคาเกสเฮ้าส์ย่านในเมืองหาได้ราคาสี่เหรียญแต่เป็นห้องน้ำรวมเสร็จแล้วแวะไปสมัคร Entry permit ที่สำนักงานของ ACAP แค่กรอกใบสมัครแล้วจ่ายเงิน สองพันรูปีก็ได้เลย ในสมัครมีข้อมูลให้เติมจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดซึ่งผมเองยังไม่ค่อนแน่ใจเลยเข้าไปถามกันเจ้าหน้าที่แต่ได้ความว่าอะไรก็ใส่ๆไปเถอะ นัยว่ามีเงินจ่ายก็ไม่มีปัญหาแล้ว ผมรับใบEntry permit กลับมาแบบงงแล้วเดินกลับโรมแรม ระหว่างงานเห็นร้านอาหารแบบคนท้องถิ่นกินกันเข้าไปดูเห็นมีเมนู ดาบัท ราคาแค่สี่สิบรูปี นี่ถ้าพลาดท่าไปกินทีโรงแรมเมื่อวานล่ะก็จะต้องจ่ายถึงร้อยห้าสิบรูปีไปแล้ว งานนี้เลยต้องลองสักหน่อยแล้ว ดาบัทเป็นอาหารพื้นเมืองที่นี่ครับ จะเสริฟด้วยถาดหลุมมีข้าวอยู่ตรงกลางราดด้วยผักลวกมาหน่อยนึงที่เหลือจะเป็นซุปและแกงกระหรี่ซึ่งทั้งหมดไม่มีเนื้อสัตว์เลย ได้ลองดาบัทเรียบร้อยแล้วผมกลับโรงแรมอาบน้ำ เก็บของแล้วลงมาเช็คเอาต์ ที่เคาน์ถามผมว่าจะไปไหนทำให้ผมมาเอะใจว่าผมตอนมาผมบอกว่าจะอยู่คืนเดียวแล้วมันรู้ได้ยังไงว่าผมต้องอยู่อีกคืน ตามกฎหมายที่นี่สำหรับที่พักที่ลงทะเบียนกับรัฐผู้เข้าพักจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกสิบสามเปอร์เซนต์ ที่เคาน์เตอร์บอกผมมาว่า วันมอร์ดอลล่า ผมไม่คิดมากก็เลยจ่ายไป แต่พอมานึกดูดีดีเอ ขอเครื่องคิดเลขหน่อยดีกว่า ค่าที่พัก 5 เหรียญคิดเป็นเงิน 5×72 ได้ 350 รูปี 13% ก็ประมาณ 45 รูปี อ้าวไม่ถึงนี่หว่าแถมเรตเงินผมก็โดนคิดด้วยเรตสูงสุดแล้ว ถึงแม้จะต่างแค่ยี่สิบรูปีแต่คราวนี้ผมไม่ยอมแล้ว ออกจากโรงแรมผมย้ายไปอยู่มาโคโปโลเกสเฮาส์คืนละสี่เหรียญ พอเก็บของเข้าห้องเรียบร้อยก็ออกมาส่งโปสการ์ดที่ไปรษณีย์ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินตึกเดียวกับที่มาทำ Entry permit แต่อยู่ซ่อนอยู่ตรงซอกๆ กว่าจะหาเจอต้องเดินถามไปตลอดทางจนมายืนอยู่ข้างหน้าแล้วยังไม่แน่ใจเลย ไปรษณีย์ที่นี่เป็นห้องแคบๆมากมีเจ้าหน้าที่อยู่คนเดียวไม่มีเครื่องแบบใดๆทั้งสิ้นตรงทางเข้าต้องเดินผ่านร้านอาหารเข้าไปก่อน ด้วยความประทับใจไปรษณีย์ที่นี่ผมเลยต้องขอพี่ไปรษณีย์แกถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกซักรูปนึงก่อน กว่าจะเสร็จธุระก็เกือบเที่ยงแล้วผมเรียกแท็กซี่แถวๆนั้นเพื่อไป Pashupatinath แต่ราคายังไม่เป็นที่พอใจ พอดีมีพี่คนนึงแกเดินมาถามว่าร้อยนึงไปมั้ยผมไม่ลังเลเลยครับถึงแม้รถจะเก่าไปนิด ก่อนออกคนขับคนก่อนที่ผมเรียกก็มาเคาะรถโวยวาย ผมถามคนขับรถว่าเกิดอะไรขึ้น แกตอบมาน่ารักมากว่า business competition ทำเอาผมถึงกับอึ้งไปเลย ระหว่างทางเราคุยกันเรื่องรถยนต์กัน รถยยต์ที่นี่ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมคือ Suzuki ผมก็เข้าว่าเป็นยี่ห้อซูซูกิ แต่คนขับว่าไม่ใช่หรอก ซูซูกิน่ะแพงมากและคุณภาพดี ที่เค้าใช้กันส่วนใหญ่คือ Suzuki maruti เป็นรถจากอินเดียราคาถูกกว่ามากคุณภาพอาจจะสู้ไม่ได้แต่ถึงว่าเหมาะที่เดียวสำหรับคนที่นี่ แท็กซี่มาส่งผมที่ทางเข้าวัด ที่นี่เป็นวัดฮินดูเก่าแก่และเป็นมรดกโลกอีกแห่งในกาฐมันฑุวัลเล่ย์ ไฮไลด์ของที่นี่คือการเผาเป็นเชิงตะกอนริมแม่น้ำ ภายในวัดอนุญาตให้แค่คนฮินดูเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เราเลยแค่ได้เพียงแค่เดินดูรอบๆ แต่ถ้าอยากเห็นมุมสวยๆ ต้องข้ามสะพานไปที่เนินเขาอีกฝั่งนึง ที่นี่ต้องระวังเรื่องการถ่ายรูปเป็นพิเศษนะครับ การถ่ายรูปงานศพควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเพื่อเป็นการให้เกีรยติกับผู้ตายและเจ้าของงานศพด้วย ที่นี่จะมีพวกฤษี ดาบสมาให้ถ่ายรูปแลกกับเงิน อันนี้นานาจิตตังนะครับส่วนผมเองไม่สนับสนุนอยู่แล้วเลยพยายามเลี่ยงอยู่ อีกอย่างคือเด็กๆ ที่เนปาลนี่ชอบถ่ายรูปมากครับ บางทีเค้าจะขอให้เราถ่ายรูปเค้าแต่ต้องระวังครับตามสถานที่ท่องเที่ยวก็จะมีพวกที่มีให้ถ่ายรูปแลกกับเงินด้วยเหมือนกัน พบเดินเข้าถึงบริเวณวัด ไม่ทันได้ตั้งตัวผมก็ถูกจู่โจมด้วยไกด์ท้องถิ่นโดยทันที เริ่มต้นด้วยการลากผมไปซื้อค่าเข้าชมราคา 250 รูปี ว่าจะแอบเข้าฟรีซะหน่อยเลยอดเลย ตามด้วยการพยายามชวนคุยแล้วเดินรูปพิธีเผาศพเพื่อที่จะเอาผมให้ใช้บริการของเขา ซึ่งผมเองเห็นว่าไม่สมควร ลองนึกถึงใจเขาใจเราก็เลยไม่ถ่ายตรงนั้น สุดท้ายเห็นท่าคงไม่ได้แอ้มผมแน่น แกใช้ไม้ตายสุดท้ายซึ่งฟังดูมีเหตุผลดีครับ แกบอกวัดนี้มีรายละเอียดเยอะไหนเสียค่าเข้าตั้ง 250 รูปีแล้วน่าจะได้รู้อะไรมากกว่านี้ ค่าไกด์ก็แค่ 200 รูปีเท่านั้น นี่ถ้าไม่โดยหลอกมาแต่เช้าแล้วคงจะช่วยอุดหนุนแกสักหน่อย พอเห็นท่าว่าคงไม่ได้ผมเป็นลูกค้าแน่ๆแล้วแกก็เลยผละออกไป ส่วนผมก็เดินต่อหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย เนินเขาฝั่งตรงข้ามเราจะสามารถถ่ายรูปวัดได้ชัดที่สุด ระหว่างทางก็มีทั้งโยคีและมาเชิญชวนให้ถ่ายเพื่อแลกกับเงินตลอด ผมเดินถ่ายรูปจนพอใจแล้วผมก็เดินขึ้นต่อไปจะถึงยอดแล้วจะมีทางลงอีกทางนึงซึ่งเขามาที่วัดไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือตรงนี้ไม่มีด่านเก็บค่าเข้าครับ จากจุดนี้เองเราจะมองเห็นสถูป Bouthanath อยู่ลิบๆ อีกด้านจะมองเป็นเทือกเขาหิมาลัยวิวสวยทีเดียว เดินๆอยู่แถวนั้นพอดีเจอฝรั่งคนนึงเดินมาคนเดียวผมเลยเดินเข้าไปชวนคุยด้วย แรกๆแกทำท่าจะกลัวๆเราอยู่เหมือน สงสัยคงจะเดินมาเยอะเห็นกัน พอผมแนะนำตัวเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกันแกก็เลยไว้ใจ คุยพอดีเรามาจุดมาเดียวกันคือจะเดินไป Bouthanath เหมือนกัน ระหว่างทางชวนคุยสร้างความสนินสนมได้ความว่า ชื่อ จอร์จ มาจากออสเตรเลีย จะไป Everest Base Camp ทางจาก Pashupati ไป Bouthanath เส้นทางนี้จะทุรกันดานสักหน่อยไม่เห็นทางเดินในเมืองทั่งไป ถ้ามาคนเดียวนี่อาจจะเปลี่ยนใจกลับไปทางอื่นแล้ว ยังดีนะที่มีเพื่อนเดินมาด้วยกัน ระหว่างทางมีเด็กมาเรียกให้ถ่ายรูป แต่เราชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าอยากถ่ายจริงๆ เห็นอยากได้เงิน ถึงแม้ว่าจะเนินเขาที่ Pashupati เราจะมองเห็น Bouathanath ได้ก็จริงแต่มาเดินเราไม่ใช่ใกล้เลย แถมไม่เห็นยอดสถูปอีกต่างหาก เส้นทางก็ดูสับสนเราต้องใช้แผนที่ช่วยมาตลอด บ้างคร้งไม่มั่นใจพอเจอชาวบ้านผมก็ถามเลยอย่างน้อยก็จะได้มั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว
ที่ Bouthanath เสียค่าเข้า 100 รูปี ที่นี่เป็นเจดีย์แบบทิเบตเหมือน Swayabuthnath แต่ขนาดใหญ่กว่าและอยู่บนที่ราบเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง ตอนนี้ท้องเริ่มหิวแล้วแต่จะชวนกันหาอะไรกินก็เกรงใจ เราก็เลยเดินดูรอบๆ สถูป ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ โชคดีครับที่นี่เราได้เห็นการกราบพระแบบธิเบตที่นอนราบลงไปที่พื้นเลย ต้องรีบถ่ายเป็นวีดีโอไว้ จังหวะเดียวกันได้ยินเสียงเด็กตะโกนเรียก หันไม่มองที่ต้นเสียงปรากฏว่าเป็นเด็กธิเบต เรียกให้เราถ่ายรูปตัวเองตอนนั่งสมาธิ ผมสังเกตเห็นว่ารอบๆ สถูปจะมีทางเข้าได้อีกหลายทางซึ่งคงไม่มีด่านเก็บค่าผ่านทางได้เช่นกัน บริเวณสถูปจะมีร้านขายของที่ระลึก ที่พัก ภัตตาคาร ผมออกจะสถูปผมถาม จอร์จ ว่าจะเอายังได้นั่งแท็กซี่กลับหรือจะเดินกลับกันดี จอร์จชวนเดินกลับครับผมเห็นว่าดีเหมือนกันจะได้เดินดูอะไรไปเรื่อยๆ โดยลืมไปว่าจากนี่ถึงที่พักประมาณ ห้ากิโลได้ ระหว่างเดินตรงดูแผนที่กำกับไปตลอดเพราะเส้นทางค่อนข้างซับซ้อนมีโอกาสหลงทางได้ ตอนนั้นบ่ายโมงกว่าแล้วยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย ตอนอยู่ที่ Bouthanath ก็แอบมองร้านอาหารอยู่หลายครั้งเหมือนกัน แต่เกรงใจพี่จอร์จแก ระหว่างทางที่เดินมาด้วยกันหลายช่องเราเลือกเดินเข้าซอยเล็กๆ ซึ่งดูตามแผนที่แล้วเป็นทางลัด ถนนจะแคบมาตลอดทางแทบไม่มีรถและคนเดินสวยมาเลย ลองมั่วกันมาเรื่อยๆสุดท้ายก็มาโผล่แถววังผมแยกับจอร์จตรงหน้า Guesthouse ที่พักของผมทั้งเมื่อยทั้งหิวรีบขึ้นเอาของไปเก็บเปลี่ยนรองเท้าแตะแล้วมาหาอะไรกิน เจอกับจอร์จอีกครั้งสงสัยหาอะไรกิน คงจะหิวและเมื่อยหมือนกัน มื้อนี้ของผมจบอยู่ที่ Tondsori Chicken กะ Butter Naan แถม โค้กอีกขวด เบ็ดเสร็จราคา 132 Rs ตอนระหว่างทางกลับจาก Bouthanath ผมสังเกตเห็นขนเข็นขายผลไม้อยู่หลายคัน พอดีเห็นพ่อค้าขายกล้วยผ่านมาพอดีเลยนึกอยากกินขึ้นมา พอถามราคาพี่ยังไม่ยอมบอกแถมทำใจดีปลอกให้ชิมเลย พี่แกบอกว่าอร่อยมาจากสิงคืโปร มาไกลซะด้วยนะ โม้หรือเปล่าวะเนี่ย รสชาตินี่อย่ามาเทียบกะกล้วยบ้านเลยครับมันฝาดมากๆ ผมตอบตามจริงว่าไม่อร่อยว่ะ นึกในใจว่าแบบนี้ไม่ต้องอุตส่าห์ไปหามาไกลถึงสิงค์โปรหรอกเพ่ พ่อค้ายังม่าละความพยายามหยิบอีกลูกออกมา บอกว่าอันนี้มาจากอินเดียรสชาติดีขึ้นใหน่อย