ฮานอย ซาปา นิงห์บิงห์ | |
| by MrNop:) |
ซาปา อดีตเมืองตากอากาศของฝรั่งเศสยุคอาณานิคม อากาศหนาวเย็นตลอดปี บางครั้งมีหิมะตก นาขั้นบันไดสุดลูกหูลูกตา ยอดฟานซีปันสูงเสียดฟ้ายิ่งใหญ่สุดในอินโดจีน ชาวเขาหลากเผ่ากับชุดหลากสีสัน เสน่ห์เหล่านี้ยากที่จะสะกดใจของผมไม่ให้ไปแวะเยี่ยมชมซักครั้งคงจะไม่ได้ซะแล้ว

โบสถ์คริสต์ ซาปา

โบสถ์คริสต์ ซาปา
บันทึการเดินทาง
ออกจากบ้านตอนเกือบ 10 โมงแล้ว ตั้งใจว่าจะแวะซื้อครีมกันแดดที่ร้านเซเว่นปากซอยก่อนไป แต่พอดีมีแท๊กซี่วิงผ่านเข้ามาในซอยพอดี เลยเรียกไปส่งที่สุวรรณภูมิทันที เพียงสิบโมงเศษก็ถึงสนามบินแล้ว เช็คอินแล้วแล้วนั่งรอเครื่องออกตามกำหนดการปกติก็ถึงฮานอยตอนบ่ายโมงครึ่ง รอโหลดกระเป๋าค่อนข้างนานหน่อย พอออกจากสนามบินก็เกิดงงเล็กๆ ว่า ไอ้รถโดยสารประจำทางมันต้องขึ้นตรงไหนหว่า เจอรปภก็ถามเลย พี่แกชี้ไปไหนไม่รู้ดูแล้วไม่น่าจะใช่ เจอมอไซด์ลองถาม พี่แกบอกว่าออกไกลจะไปส่งให้ ผมเลยปฏิเสธ เพราะทราบมาว่าไม่น่าจะไกล เลยลองเดินมั่วๆดูเดินออกไปทางซ๊ายซัก 100 เมตรเห็นว่าคงไม่มีป้ายรถเมล์แน่ๆ แล้วตัดสินเดินกลับมาที่เดิมดีกว่า คราวนี้ถามพี่อีกคนเค้าชี้ไปทางด้านขวามือ หลังจากผิดพลาดมาแล้วสองครั้ง เพื่อความชัวร์ผมเลยถามสายรถที่เข้าไปในเมืองด้วยว่าสายอะไร พอยืนยันว่าสาย 7 ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ผมได้มาจากอินเตอร์เนตก็แสดงว่าเชื่อถือได้ แกบอกว่าป้ายรถอยู่ด้านนอกสนามบิน แต่พอเดินมาเพียงนิดเดียวก็ถึงแล้ว ผมเองยังดูไม่ออกเลยว่านีเรียกว่า outside แล้วเหรอ ท่ารถอยู่ตรงหัวมุมด้านขวาของสนามบินมีรถจอดอยู่หลายคันเพราะเป็นต้นสาย ผมยืนงงอยู่พักใหญ่เลยตัดสินใจถามคนที่รอรถอยู่ดีกว่า ตอนแรกอยากจะถามน้องคนสวยอีกคนมากกว่าแต่ว่าเกรงใจ เลยเลือกถามพี่ผู้ชายอีกคนที่แต่งตัวดูดีหน่อย พี่แกว่าใช่แล้วตรงนี้แหละ ผมยังไม่มั่นใจเลยหันไปมองที่น้องคนสวย เห็นพยักหน้าด้วยเป็นอันว่าเชื่อถือได้ ผมถามราคาพี่แกบอก ไฟว์มิลเลียนดอง 5 ล้านนี่นะผมคิดว่าแกคงภาษาอังกฤษไม่ดีมากกว่า เพราะเงินที่ผมเพิ่งแลกมานั้นที่เพียงแค่ 1.65 ล้านดองเท่านั้น

ตลาดบั๊กห่า และม้งดอกไม้
ราคาค่ารถโดยสารจริงๆนั้นแสนจะถูกมากครับ เพียง 5,000 ดอง หรือประมาณ 10 บาท แต่ระยะทางไกลมากต้องวิ่งกว่า 30 กม คุ้มสุดๆ รออยู่สักพักรถสาย 7 ก็มาถึง ผู้คนแถวๆนั้นหลายคนช่วยกันเรียกผม บางคนทำท่าแปลกๆ เออใช่รถสาย 7 หรือป่าวนะถามอีกทีดีกว่า รถเมล์ที่นี่จะมีเลขสายรถอยู่ที่มุมด้านซ้ายดังด้านหน้าและด้านหลังรถ ไม่เหมือนบ้านเราที่มีป้ายชัดเจนอยู่ตรงกลางด้านบนเลย ขึ้นรถมาแล้วผมได้นั่นด้านหลังน้องคนสวย แล้วก็ปล่อยไก่ตัวแรกออกมาเมื่อ พนักงานมาเก็บค่าโดยสารโดยจ่ายแบงค์ 10,000 แล้วเค้าทอนมา 5,000 ผมเองเข้าใจว่าจ่ายแบงค์ 100,000 ไปก็เลยทวงแต่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง โชคดีได้น้องคนสวยมาช่วยอธิบายว่าทีผมจ่ายมันแค่ 10,000 เท่านั้น อิอิ sorry ครับ sorry นั่งต่อมาอีกพักใหญ่ผมจึงรู้ว่าทำไมตอนขึ้นรถมาแล้วผู้คนจึงแย่งกันนั่งฝั่งซ้ายของรถกัน เพราะแดดครับ แดดส่องเข้ามาเกือบครึ่งคันรถ ผมคว้าหมวกมาใส่ยังไม่พอเอาไกด์บุ๊คกระดาษ A4 ที่พิมพ์จากอินเตอร์มาช่วยบังแดดด้วย หันไปมองน้องคนสวยปรากฏวาไม่มีอุปกรณ์ป้องกันแดดแม้แต่น้อย โดยความที่เป็นหนุ่มไทยใจดีอย่างเรามีรึที่จะทนเห็นสาวสวยต้องลำบากอยู่ต่อหน้าต่อตาได้ ผมจึงแบ่งปันไกด์บุ๊คครึ่งนึงให้เธอไว้ช่วยกันแดด วันนี้รถติดมากเข้าใจว่ามีคงอุบัติเหตุ อากาศก็ร้อนรถติด ยังดีนะที่ข้างๆยังมีบรรยากาศดีๆอยู่บ้าง คริคริ รถวิ่งต่อมาอีกนึงก็มีกลุ่มซิ้มชาวเวียดนามขึ้นมา 3 คน ในฐานะหนุ่มไทยใจดีอีกครั้ง ผมตัดสินใจเสียสละทีนั่งอันมีค่าให้คนแก่นั่ง จริงๆ แล้วถือโอกาสหลบแดดไปด้วยในตัว แต่ขอโทษนะ ซิ้มแกแน่กว่าที่คิดครับ พอแกนั่งได้ที่แกก็คว้าร่มออกมากลางบังแดดสบายไปเลย แฮ่ม เนื่องจากซิ้มมาด้วยกัน 3 คน น้องคนสวยไม่ใช่จะสวยอย่างเดียวเธอยังมีน้ำใจที่งดงาม ลุกให้คนแกนั่งเหมือนกัน ผมว่าบางทีน้องเค้าอาจคิดที่จะหลบแดดเหมือนผมก็ได้มัง ได้ทั้งทำความดีแถมยังไม่ต้องทนร้อนอีกดีเป็นไหนๆ ระหว่างทางเราคุยกันนิดหน่อยได้ความว่าเธอเรียนคณะวารสาร นอกนั้นไม่ได้ได้ถามอะไรมากนัก สักพักเธอก็บอกลาแล้วลงจากรถไป

Cyclo สามล้อเวียดนาม
สงสัยเป็นเพราะว่าผมเป็นคนต่างชาติคนเดียวบนรถคนนั้นเลยเป็นที่ป๊อปปูล่าของผู้คน สักพักก็มีน้องผู้อีกคนมาชวนคุยด้วย คุยกันตอนแรกเหมือนว่าจะลงระหว่างทาง ไปๆมาๆ นั่งเลยมาลงสุดสายแล้วส่งผมให้ขึ้นรถอีกคันนึงสาย 32 เพื่อไปสถานีรถไฟ บอกว่า 5 ป้ายหรือ 5 กิโล ฟังไม่ค่อยเข้าใจ พอจ่ายค่ารถราคา 3000 ด่องกระเป๋ารถพยายามขะยั้นขยอให้ผมไปนั่งท่าเดียว ส่วนผมก็เกรงว่าจะเลยป้าย แต่สุดท้ายก็ยอม นั่งได้พักเดียวรถก็เลี้ยวขวามข้ามทางรถไฟ ซึ่งเป็นจุดสังเกตุในแผนที่ ผมรีบลงทันทีแต่ปรากฎว่ายังไม่ถึงสถานีครับต้องเดินอีกประมาณ 200 เมตร แต่พอไปถึงที่สถานี จุดซื้อตั๋วบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะหารถไฟไป Pholu เจ้าหน้าที่ส่งแผนที่ส่งให้ แล้วชี้ให้ไปที่ออฟฟิสขายตั๋วอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งต้องเดินย้อนกลับไปทางเดิมเลยจุดที่ลงรถเมล์มาอีก เดินย้อนมาแล้วเลี้ยวซ้ายอีกสองครั้งก็จะมาถึงสถานี

ฮานาย ทะเลสาบฮ้อนเกี๋ยม
เข้าไปที่ตึกแรกไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่เลย มองไปที่ห้องรอผู้โดยสารมาคนฝักมือเรียกให้เดินไปข้างหน้า มีเคาน์เตอร์ อยู่สามแถวอ่านป้ายดูแล้วน่าจะเป็นแถวแรก มีชาวต่างชาติรวมผมด้วยอยู่ด้วยกันสามคน ผมจึงเดินไปต่อคิวอยู่ด้านหลังเค้า บริเวณด้านหน้ามุงๆกัน ดูมั่วมาก โชคดีที่มีคนมาต่อแถวข้างหลังผมเลยค่อยดูเป็นแถวขึ้นมาหน่อย ต่อคิวอยู่พักใหญ่จนเหลือ 2 คิวก่อนจะถึงของผม ก็มีน้องสาวหน้าตาดีทีเดียว พยายามจะแซงคิว ชิชะอย่านึกว่าหน้าตาดีแล้วจะทำอย่างนี้กับผมได้นะครับ น้องแกยิ่งพยายามแทรก ผมก็เบียดกลับ ไมใช่โรคจิตนะครับ แต่ยอมความไม่ถูกต้องไม่ได้ จนในที่สุดน้องแกก็ถอดใจเดินไปทีอื่นแทน หรือว่าผมดูหน้าหื่นๆ เกินไปก็ไม่รู้นะครับ จนในที่สุดก็ถึงคิวผมซักที คราวนี้น้องแกกลับมาอีกครั้งโดยรีบซื้อตั๋วตัดหน้าผมเลยแต่คนขายตั๋วคงจะจำได้ แกไม่ยอมขายให้ หันมาถามที่ผมแทนว่าจะไปไหน แล้วโบกมือไล่น้องให้ไปเข้าคิวซะ ผมบอกว่าจะไป โฟ๋ลู่ Pho Lu AC Soft sleeper (รถแอร์ตู้นอน) แกหันไปถามคนข้างๆ แล้วหยิบตั๋วมาใบหนึ่ง HANOI-LAO CAI ราคา 240,000 ด่อง ไม่ว่ารู้ราคาตั๋วจะเป็นราคาเดียวตลอดจนถึงปลายทางเลยหรือป่าว ปกติแล้วการเดินทางไปซาปา สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ ลาวไก แต่ผมทราบมาว่าวันพรุ่งนี้จะมาตลาดนัดที่บักห่า ซึ่งอยู่ระหว่างสถานีที่จะผมลงกับสถานีลาวไก เพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทางผมจึงเลือกลงที่สถานีนี้ หลังจากได้ตั๋วแล้ว สังเกตเห็นฝรั่ง 2 คนนั้นยังไม่ได้ตั๋วเลย เห็นมีน้องผู้หญิงชาวเวียดนามคนนึงคอยช่วยอยู่ แต่ดูท่าแล้วคงจะแย่ผมจึงเข้าไปช่วย ได้ความว่าแกจะซื้อตั๋วไปซาปาและจะจองอีกใบนึงไป เว้ HUE แกอยากรู้ว่าต้องจองที่ไหน ผมพยายามถามน้องแกว่าไปเว้หรือลงไปโฮจิมิน เนี่ยจะต้องซื้อตั๋วที่ไหน แต่น้องแกไม่รู้แฮะ ผมก็หมดปัญญาจะช่วยจริงๆ ได้ตั๋วแล้วแต่กว่ารถจะออกก็สี่ทุ่ม เลยอยากจะไปเดินเที่ยวต่อ หาที่ฝากกระเป๋าแต่ดูสถาพแล้วแถวนี้คงไม่มีแน่ ลองถามน้องคนเดิมแกก็ไม่รู้เหมือนเดิม แต่พอเห็นว่าน้องเค้าจะไปลาวไก ขบวนเดียวกัน ประกอบกับดูแล้วน่าจะเป็นคนดี เลยกะจะฝากกระเป๋า แต่คิดไปคิดมาแล้วตัดสินใจแบกไปเองดีกว่า

มื้อแรกที่ ฮานอย
เดินออกมาได้หน่อยเห็นร้านอาหารข้างทาง มีคนกินกันเยอะดี คิดว่าน่าจะอร่อยเลยแวะลองสั่งกินดูหน่อย สั่งไม่เป็นก็ชี้ว่าเอาแบบโต๊ะข้างๆ กินอิ่มราคา 20,000 ด่อง แล้วจึงเริ่มเดินทางต่อ ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ เลย แผนที่ ซึ่งพิมพ์มาจากอินเตอร์เนตสัดส่วนมันหยาบไปหน่อย เดินสักพักก็งง แล้วก็หลงทางในที่สุด โชคดีเดินมาเจอตู้ Tourist Information ภายในมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวได้ แต่ตอนนี้ผมไม่ค่อยสนใจสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เท่าไหร่ สนใจว่าตอนนนี้อยู่ที่ไหนมากกว่า จากแผนที่ผมเดิน หลุดจากแผนที่ไปทางใต้ สองบล็อก ได้ข้อมูลแล้วเดินทางย้อนกลับ คราวนี้สังเกตดูชื่อถนนเป็นหลัก

ทะเลสาบ ฮ้อนเกี๋ยม
เดินอยู่พักใหญ่ก็ถึงบริเวณทะเลสาบ ฮ้อนเกี๊ยม เดินถ่ายรูปอยู่พักนึงพระอาทิตย์ก็ตกพอดี จะไปดูหุ่นกระบอกน้ำ แต่ตั๋วก็ขายหมดซะแล้ว เลยเดินเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าโรงละคร พอดีเจอกรุ๊ปทัวร์ไทยมาจากภูเก็ต เริ่มวันแรกที่ฮานอย จะไปฮาลองต่อวันพรุ่งนี้ ผมเลยตัดสินใจนั่งคุยกับเค้าอยู่พักใหญ่ ก่อนแยกกันลุงแกเลยให้พัดซึ่งเป็นของที่ระลึกของโรงหุ่นกระบอกน้ำมาอันนึง บอกว่าไหนๆก็ไม่ได้ดูแล้วเอาไอ้นี่ไปเป็นที่ระลึกแล้วกัน
น้ำขวดที่พกมาจากเมืองไทยหมดพอดี ผมมองหาร้านน้ำแต่คงเพราะป็นนักท่องเที่ยวผมเลยโดยโขกไปเป็น ขวดละ 10,000 ด่อง จากปกติน่าจะสัก 5,000 เท่านั้น ผมเดินต่อเป้าหมายคือไปกินไอติมร้านยอดนิยม ระหว่างทางไปโอเปร่าเฮาส์ ไปถึงนึกว่ามีไอติมแจกฟรีเถอะ คนเยอะมากครับ ยืนเข้าสั่งไอติมโคนเค้าบอกให้ไปเข้าใส่ด้านใน พยายามยืนเข้าคิวแต่ขอโทษครับที่นี่ไม่มีคิว กว่าจะแย่งเข้ามาได้ไอติมหมดพอดี ต้องรอรอบใหม่ รอบถัดมาผมพยายามยกมือยกไม้เพราะพูดภาษาเค้าไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครสนใจสุดของก็หมดอีกรอบ รอบต่อมาคราวนี้ผมยอมไม่ได้แล้วตระโกนเป็นภาษาอังกฤษแย่งกับภาษาเวียดนาม ในที่สุดก็ได้มาจนได้ แต่ก็เกือบหมดรอบไปอีกเหมือนกัน

โบสถ์คริสต์
กินไอติมหมดเกือบทุ่มนึง ตั้งใจว่าจะหาที่อาบน้ำซะหน่อยเพราะร้อนมาก เหงื่อโซมไปทั้งตัว เดินไปมองหาโรงแรมไป แวะไปถ่ายรูปที่โบสถ์คริสต์ ใกล้ๆกันมีโรงแรมเล็กๆ อยู่ ผมจึงเข้าไปถาม คุยกันตั้งนานกว่าจะรู้เรื่องคือไม่มีบริการแบบนี้ มีแต่ห้องให้เช่าเท่านั้น ผมถามขอคำแนะนำเผื่อว่าจะมีที่อื่น แต่เธอบอก โนไอเดีย คงจะจริงของเธอแหละ เพราะคนฮานอยไม่ค่อยชอบอาบน้ำกันเหมือนคนบ้านเรา ขนาดกลับจะถึงบ้านอยูแล้วบางทียังแอบ แวะไปอาบน้ำก่อนเลย เมื่อหาที่อาบน้ำไม่ได้ผมตัดใจเดินมุ่งหน้ากลับไปที่สถานีรถไฟ ช่วงแรกเดินตรงอย่างเดียว ไปซักพักเส้นทางเริ่มแปลกๆ แฮะ ลองถามชาวบ้านดูเพื่อย้ำความมั่นใจแต่เค้าทำหน้างง และบอกว่า NO ผมเดาว่าโนของเค้าน่าจะหมายถึงไม่รู้มากว่าไม่ใช่ เลยไม่เชื่อดีกว่าอีกนึงก็เจอรางรถไฟ แต่ไม่คุ้นเหมือนตอนที่เดินผ่านมาเมื่อบ่ายเลย ผมตัดสินใจเดินตามรางรถไฟลงไปทางทิศใต้คิดว่าคงน่าจะไปถึงได้ เดินตัดกับถนนอีกถึง 3 จุดก็ถึงสถานีในที่สุด ที่สถานีน้องสาวชาวเวียดนามคนนั้นยังนั่งอยู่แกชวนผมนั่งข้างๆ ผมเลยถามหาที่อาบน้ำดู ได้คำตอบว่าไม่รู้อีกเช่นเคย ผมเลยฝากเป้ใบใหญ่ไว้และเดินไปหาดู ที่สถานีอาคารหลังเก่าเห็นมีห้องน้ำอยู่ ผมเลยถามที่เด็กเก็บเงิน ว่ามีที่อาบน้ำมั๊ย เด็กว่ามีราคา 10,000 ด่อง ผมตกลงแล้วกลับเอาเสื้อผ้าในเป้แล้วมาใหม่

น้องเฮือง น้องสาวผู้ใจดีชาวเวียดนาม
จ่ายตังค์แล้วเดินหาเข้าไปหาห้องน้ำ แต่หาไม่เจอ จึงเดินออกมาถาม เด็กบอกว่ารอสักครู่ รอสักพักก็มีคนออกมาคงเป็นคนแถวๆนั้น ในห้องน้ำมีผักบัวด้วยครับ แต่ใช้ไม่ได้ ต้องตักอาบเอาเองจากถัง ประตูปิดไม่ได้ และที่สำคัญเป็นห้องน้ำหญิงครับ ดูสภาพแล้วไม่ไหวจริงๆ แต่ถึงป่านนี้แล้วทำไงได้ ผมเลยตัดสินเปิดน้ำใส่ถังแล้วลากมาดันประตูไว้ แล้วอาบโดยตรงจากก๊อกแทนฝักบัว คราวนี้แหละอาบมั่นใจ อาบน้ำสระผม สดชื่น เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วจึงไปที่อาคารโดยสาร น้องสาวคนเดิมยังนั่งจองที่ไว้ให้ผม เรานั่งคุยกัน ถามไถ่ชื่อ น้องเฮือง ทำงานโรงแรม คุยกันพักใหญ่ผมเริ่มหิวจึงชวนเธอไปหาอะไรกินด้วยกันหน้าสถานีผมเสนอเลี้ยงข้าวเธอ น้องเฮืองพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย แต่เธอดูกระตื้อลือล้น ที่จะเรียนรู้ ดูจากตัวอย่างตอนที่เธอพยายามช่วยฝรั่ง 2 คนนั้นเรื่องจองตั๋ว คนเวียดนามเป็นแบบนี้เยอะ แต่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้น กินอาหารเสร็จแล้วต้องกลับมานั่งรอรถไฟ อีก 2 ชม กว่า เราคุยกันจนสนิทสนมแลกอีเมล์กัน รถไฟมาแล้วเฮืองไปตู้นั่ง ส่วนผมต้องแยกมาที่ตู้นอน เธอมาส่งที่ตู้ ผมก็เดินกลับไปส่งเธอเพื่อก่อนลงจะแวะมาลาเธออีกครั้งนึง คืนนี้ผมหลับรถไฟในใจกังวลอยู่เพราะจะต้องลงระหว่างทางในสถานที่ที่ไม่เคยไป กับผู้คนไม่คุ้นเคย นอนไปก็ระแวงไป มีคนบอกว่าเคยมีคนของหายที่นี่ตอนไปห้องน้ำกลับมาของหายหมดเลย










อยากไปจังเลยค่ะ เดี๋ยวจะชวนแฟนไปวักวัน
Leave your response!