แปดโมงครึ่งเราออกเดินทางจากดอนเดชด้วยเรือ ต่อรถตู้ไปที่ปากเซ เช่ามอเตอร์ไซค์กันคันละ 300 บาท (น้ำมันต่างหาก) เริ่มออกเดินทาง จุดหมายแรกคือ ตาดผาส้วม (ที่แปลว่า สวยเหมือนห้องหอ) เก็บค่าเข้าชมนิดหน่อยไม่แพงมาก สวยจริงๆ แหละ เพราะถูกจัดสรรไว้เป็นที่ท่องเที่ยวแล้ว โดยคนไทย ห้องน้ำสวยมาก อย่าลืมชิมน้ำลูกทองปั่น ผลไม้ที่มีเฉพาะที่ลาว และน้ำน้อยหน่าปั่นด้วย แล้วล้อก็เริ่มหมุนอีกครั้งมุ่งหน้า ตาดฟาน น้ำตกที่มีสองสายไหลคู่กันลงสู่พื้นดิน สูงมาก ทางเดินลงไปนั้นค่อนข้างเสี่ยง และลื่น ชมแค่จุดชมวิวน่าจะเพียงพอแล้ว ถ้าอยากถ่ายรูปควรไปช่วงเช้าเพราะเมื่อบ่ายแล้วที่ ตาดฟาน จะมีเงาทอดบังอยู่ ถ่ายรูปมาไม่ค่อยสวย แค่ไปชม จำ บรรยากาศก็พอแล้ว ส่วน แพ ต่อ เต้ย ขอแกย้ายกลับที่พักที่ปากเซก่อน เพราะวันรุ่งขึ้นจะเดินทางกลับแต่เช้า โอเค ..แยกย้าย ร่ำลา (ครั้งที่ 1)
ออกเดินทางต่อไปที่ ตาดเยื้อง จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ ใกล้กันกับตาดฟานมาก ลองดูแล้วมีที่พักที่เดียว เพื่อความสะดวกและประหยัดในวันรุ่งขึ้น เราตัดสินใจเปลี่ยนแผนจะกลับไปพักที่ปากเซกัน รีบเข้าไปที่ ตาดเยื้อง โดยเร็ว เย็นมากแล้ว เข้าฟรี ไม่มี จนท. ที่เก็บตังค์แล้ว ว้าวววว..รีบถ่ายรูปก่อนแสงสุดท้ายจะหมดไป สวย โรแมนติคมากๆๆ เขียว ฉอุ่ม ฉ่ำ น้ำเป็นละออง กระจาย เยอะมาก เสียดายแก๊งค์สามช่า อดดูเลย เอ้า..ถ่าย VDO ไปฝากแล้วนะ (ดู VDO ได้ที่ http://guygy.multiply.com/video/item/6) โพล้เพล้อีกแล้ว ต้องขับกลับไปที่ปากเซ ถึงที่พัก ลานคำ สุดท้ายเราเก้าคนก็ยังต้องกลับมาเจอกันอีก 555+++
ไปกินมื้อเย็น อาหารเวียตนามที่ร้าน “ไซง่อน” ใกล้ที่พัก กินกันอย่างหรู สามแสนกว่าเอง อิ อิ ตื่น เช้ามากินเฝอเนื้อร้านที่อร่อยที่สุดใน ปากเซ หน้าที่พัก ลานคำ เหมาะสำหรับพวกกินเนื้อมาก ห้ามพลาด แต่เรากะเต้ยไม่กิน เลยต้องกินเฝอหมูร้านอื่นแทน (เฝอที่ลาวนี่ราคาชามละ 15,000 กีบ จ้า ซื้อเบียร์ได้สองขวดอะ กินเบียร์แทนดีกว่าใช่มั้ย แพ ต่อ เต้ย อิอิ) วันนี้สินะที่เราต้องแยกกันจริง ๆ แล้ว งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แพ ต่อ เต้ย ต้องแยกกลับไปอุบลก่อน แยกย้ายกันที่ท่ารถหลักแปด ส่งขึ้นรถอินเตอร์บัสออกเที่ยว 09.30 น. โชคดีนะ แล้วเจอกันทริปหน้า ^_^”
เหลือ หกคน กับมอเตอร์ไซค์สามคันแล้ว เริ่มเดินทางอีกครั้ง วันนี้เราจะไป อุมง วัดโตโมะทา เป็นมรดกโลก ยุคเดียวกับวัดพู ค่าเข้าชมมคนละ 10,000 กีบ ที่นี่มีนักท่องเที่ยวมาน้อยมาก ไม่ค่อยนิยม ส่วนใหญ่จะเลยไปปางช้างแทน เงียบ สงบ สารพัดแมลง บางส่วนมีการนำมาจัดวางใหม่ แต่ชิ้นที่พบลวดลายของการสลักหินค่อนข้างสมบูรณ์ หลังจากถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้ว ก็เริ่มเดินทาง
โดยขับเลยเข้าไปตามบ้านชาวบ้าน จนเจอหาดทรายขาว เหมือนทะเลมาก ลุงชาวบ้านรีบวิ่งมาถามว่าจะข้ามฝั่งมั้ย ราคาขนรถคันละ 15,000 กีบ คนฟรี ไม่คิดตังค์ ลุงบอก “ฝั่งโน้นมีทางไปวัดพูได้ประมาณเกือบสิบกิโล” พวกเราลงความเห็น “อ๊ะ! ดีเหมือนกันไม่ต้องย้อนกลับไปทางเดิมอีก ได้ค้นพบเส้นทางใหม่ด้วย” เอ้าได้..ขนมอเตอร์ไซค์สามคันขึ้นเรือ ในตำแหน่งที่เรานั่งนั้นเห็นสภาพเรือได้ชัดเจนว่า ผุมาก มีน้ำซึมเข้ามาตลอด เลยต้องนั่งไปวิดน้ำไป จะมีใครเห็นมั้ยน๊อ?? เฮ้อ..อ ใกล้ฝั่งแล้ว รอดแล้วเรา ก็ว่ายน้ำไม่เป็นนี่นา อิอิ ขึ้น ฝั่งได้
- Center of map
- วัดอุมง
- วัดอุมง
- ขึ้นเรือที่นี่
- ขึ้นเรือที่นี่
- ท่าเรือจำปาสัก
- ท่าเรือจำปาสัก
- วัดพู
- วัดพู
- โรงแรมที่ปากเซ
- โรงแรมที่ปากเซ
- ท่ารถหลักแปด
- ท่ารถหลักแปด
- ตาดผาส้วม
- ตาดผาส้วม
- ตาดฟาน
- ตาดฟาน
- ตาดเยื้อง
- ตาดเยื้อง
ล้อเริ่มหมุนอีกครั้ง ถ่ายรูป ชมนก ชมไม้ วิว แม่น้ำโขงนี่เหมือนทะเลมากๆ ระหว่างทางแวะกินน้ำกัน ชาวบ้านบอกว่า ไม่มีนักท่องเที่ยวผ่านมาสามปีแล้ว เพราะเป็นทางที่ชาวบ้านใช้ และไม่ค่อยสะดวกนัก ต้องขับข้ามห้วยที่ทำด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะผุ ๆ เสียงแควก ๆ สองสะพาน ได้หวาดเสียวกันไป ลุ้น ๆ ต้องขับแข็งพอสมควรนะ ถ้าคิดจะใช้เส้นทางนี้ เราแวะทานกลางวันที่ร้านค้าระหว่างทาง มื้อนี้เป็น ไข่ทอด ข้าวเหนียว กาแฟเย็น สำหรับหกที่ราคา สองร้อยบาท แล้วออกเดินทางต่อ ตลอดทางจะเป็นบ้านคน วัด บ้านเก่า โรงเรียนแวะถ่ายรูปไปเรื่อย กว่าจะถึงวัดพูเกือบสี่โมงเย็นแล้ว แดดร้อนมาก วันนี้แหละที่เราไหม้เกรียมกันเป็นปลาทอดจนถึงทุกวันนี้ แง แง..
เสียค่าเข้าชมคนละ 30,000 กีบ ดูแล้วอดีตคงจะยิ่งใหญ่อยู่มิใช่น้อย ศิลปะดูจะผสมผสานหลายยุค เนื่องจากอายุยาวนาน และมีการซ่อมแซมบูรณะหลายครั้ง และแล้วหลังจากที่ถ่ายรูปจนไม่ดูเวล่ำเวลา ประตูถูกล่ามโซ่ พวกเราทั้งหกคนก็โดนขังอยู่ข้างในวัดพู ต้องถามชาวบ้านหาทางออกด้านหลังที่ปิดแล้วเช่นกัน แต่ยังมีคนคอยเปิดให้ นึกว่าจะโดนขังซะแล้ว ฝนใกล้ตกแล้วเส้นทางยังอีกยาวไกล เรารีบขับกันไปจนถึงท่าเรือ ที่จอดแพขนานยนต์ เที่ยวสุดท้ายแล้วที่จะข้ามไปฝั่งปากเซ มีรถบรรทุกจอดอยู่คันนึง แพนี้สามารถจอดให้เต็มได้ถึงหกคัน รอไปรอมาฝนตกใส่จนได้ เจ้าของแพตัดสินใจออกจากท่า ใช้เวลาไม่มาก ค่าขนมอเตอร์ไซค์คันละ 10,000 กีบ คนไปได้ฟรี พอขึ้นฝั่งเราต้องขับกันไปอีกประมาณสี่สิบกว่ากิโล ท่ามกลางสายฝนตก ไม่มีไฟทาง ถนนไม่มีไหล่ทาง และรถสวนใช้ไฟสูงที่ทำให้มองไม่เห็นรถ แมลงและผีเสื้อเยอะมาก ดูโรแมนติคนะ แต่วันนั้นรู้สึกน่ารำคาญมากกว่า 555++ ในที่สุด เราก็กลับมาถึงที่พักที่ปากเซอย่างปลอดภัย รอดพ้นจากกลุ่มวัยรุ่นโก๋ลาวตรงที่เราแวะหลบฝน กลับเข้าที่พัก โชว์ผิวไหม้เกรียม นอนดูรูป ออกไปเดินเล่นในเมืองนิดหน่อยแล้วเข้านอน
เช้า นี้ไม่มีแผนอะไรให้รีบเร่ง เราตื่นและออกไปตลาดดาวเรืองกัน ระหว่างทางเราแวะเที่ยวตลาดค้าหมูกัน เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่น เห็นหมูที่เก็บไว้ในถุงปุ๋ย ดันแม่หมูขึ้นรถถูลู่ถูกรัง ตี เตะ เฮ้อ..หมู เดินทางต่อไปตลาดดาวเรืองแวะกินขนมจีนแกงกระหรี่ของคุณยายคนเวียต เจอน้องทิน พูดไทยชัดมาก “หนูชอบคนไทย หนูศึกษาภาษาไทย” แล้วน้องทินก็พาไปซื้อ กาแฟ พร้อมถุงชง ได้ในราคาคนลาวช่วยต่อรองด้วย แวะซื้อผ้า
ฝากเต้ยตามที่สัญญาไว้ แล้วกลับที่พักเก็บของ เตรียมออกเดินทางไปท่ารถปากเซ ก่อนรถจะออกยังมีเวลาเที่ยวตลาดปากเซ ชิมน้ำอ้อย ที่นี่จะใส่น้ำมะนาวด้วยทำให้ไม่หวานเลี่ยนแสบคอ ชื่นใจยามบ่าย แวะร้านซีดีหาเพลงลาว ฮิบฮอบ วง เซล LOG กลับเมือง ไทย บ่ายสามรถออกเดินทาง ลาแล้วจำปาสัก
เรามาถึงกองตรวจคนเข้าเมืองเลยเวลาสี่โมงเย็นจึงขอเก็บเพิ่มอีกห้าสิบบาทรวม เจ็ดสิบบาทต่อคน เหมือนขามาที่เป็นวันแรงงานขอชาร์จเพิ่มเป็นเจ็ดสิบ ถ้ามาวันอื่นที่ไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์และอยู่ในเวลาสี่โมงจะเสียแค่คนละ ยี่สิบบาท ถึงอุบลฯ ประมาณห้าโมงครึ่ง เพื่อนเอ็มมารอรับ “เอ๊ะ! ขามามีสี่คนเองนี่นา แกได้เพื่อนใหม่เหรอ หุหุ” แล้วเอ็มก็พาไปกินข้าวเย็นกัน มื้อนี้เป็นอาหารอีสานบ้านเฮา แบบแซบ ๆ ที่ถวิลหามาตลอดทริป อร่อยมากๆๆๆๆ ขอบคุณเจ้าภาพเพื่อนเอ็มที่แสนน่ารัก ถ้ามากรุงเทพฯ เราขอเป็นเจ้ามือนะ ร่ำลาเพื่อนเอ็มและโจ้ แยกย้ายกับฟี่ละดิว ที่กลับรถคนละเที่ยวกัน เดินทางกลับกรุงเทพฯ คิดถึงทริปนี้มาตลอดทาง กาย: ดีจังเนอะ ทริปนี้ลงตัวมาก ๆ สนุกดี มีครบทุกรส เพื่อน ๆ เข้ากันได้ คอเดียวกันหมดเลย ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันเอง แว่น: เหมือนมีอะไรไม่รู้ ที่ขีดให้พวกเราทุกคนต้องมารู้จัก มาเจอกัน และได้เที่ยวด้วยกัน ถุกใจ ประทับใจกัน เพอร์เฟคอย่างไม่น่าเชื่อ กาย: ^-^ อืม..นอนดีกว่า ถึงกรุงเทพฯ ก็ต้องเริ่มงานแล้วอะ เจอกันทริปหน้านะ







