หลับสนิทตลอดคืนในถุงนอนอันแสนอุ่น เสียงโทรศัพท์ (ที่ตั้งปลุกไว้) ดังขึ้นตอน 6 โมงเช้า ลุกขึ้นมาอาบน้ำอาบท่า ตั้งใจว่าจะสระผม แต่พอเข้าห้องน้ำแล้วดูท่าจะไม่ไหว อากาศเย็นจัง เดี๋ยวค่อยกลับมาสระดีกว่า เดินออกมาแค่หน้าที่พักก็มีคนมาขายข้าวเหนียวแล้ว ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเริ่มทะยอยกันมาใส่บาตรมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากใส่บาตรเสร็จเราเดินอ้อมภูสีไปหาอาหารเช้ากินกัน เป็นร้านที่พี่นพแนะนำว่าอร่อยด้วยติดใจตั้งแต่มาเที่ยวคราวก่อน มีอาหารหลากหลาย ทั้งเฝอ บาแกต กาแฟ ปาท่องโก๋ และข้าวจี่ปาเต้ เป็นมันฝรั่งผสมผักและเนื้อหมูทอด กรอบนอกนุ่มใน อร่อยถูกใจทุกคนมาก
หลังอาหารเช้าเราเดินชมสถานที่ต่างๆ แวะวัดวิชุนราช ชมพระธาตุหมากโม (เรียกตามลักษณะของพระธาตุที่คล้ายผลแตงโมผ่าครึ่ง) เดินไปขึ้นภูสี ระหว่างทางมีป้าย Christmas ผืนใหญ่สีสดใสเลยแวะถ่ายรูปกันซะหน่อย ก่อนเดินขึ้นไปชมภูสีซึ่งอยู่ไม่สูงนัก ด้านบนมีจุดชมวิวมองลงมาเห็นทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบาง
ถัดจากภูสีเราแวะเดินเล่นและถ่ายรูปที่แกลลอรี่ก่อนกลับไปเก็บของเพื่อย้ายที่พัก หลังเก็บข้างของเข้าที่พักใหม่ เจ้าของเป็นสาวลาวหน้าตาสะสวย ยิ้มแย้มแจ่มใสจนต้องขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ใกล้เที่ยงแล้ว เราออกมากินข้าวกันที่ริมแม่น้ำโขง กินไปพลางคุยไปพลางถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ แล้วมาลงที่เรื่องการเมืองได้ไงไม่รู้ เด็กเสิร์ฟได้ยินเราคุยเรื่องการเมืองก็สนใจ และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนิดหน่อย ตอนท้ายน้องเค้าบอกว่า “ไม่อยากเห็นคนไทยทะเลาะกัน สงสารในหลวง” แอบปลื้มใจอยู่ลึกๆคนที่นั่นก็รักในหลวงเหมือนกัน ก่อนกลับยังแนะนำให้เราไปกินกาแฟที่ประชานิยมเพราะพันธมิตรชอบมานั่งกินที่นี่
เราเดินไปร้านประชานิยมตามคำแนะนำและก็ไม่ผิดหวัง กาแฟรสชาติดี แถมมีพันธมิตรนั่งกันอยู่ก่อนแล้วกลุ่มหนึ่งด้วย ร้านนี้มีสมุดไว้ให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้เขียนบันทึกด้วย ออกจากร้านกาแฟ เราเดินตัดตลาดไปวัดมหาธาตุ แล้วเลยไปส่งโปสการ์ดที่ไปรษณีย์ อุ้ยจำที่อยู่เพื่อนไม่ได้ ก็ขอให้เค้าประทับตราหลวงพระบางให้ แล้วนำกลับมาส่งเองที่เมืองไทย แวะเข้าวัดใหม่ เพื่อถ่ายรูปและเข้าไปกราบพระในโบสถ์ซึ่งมีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ด้วย
จากนั้นเราเดินย้อนกลับมาที่วังเจ้ามหาชีวิต เจอคนฝรั่งเศสเข้ามาพูดคุยทักทายกับพริม (แต่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง) แล้วถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึก เราเดินถ่ายรูปกันจนบ่าย 3 แดดร้อนมากจนเริ่มรู้สึกเพลีย เลยตกลงเดินกลับมาพักกันก่อนตกเย็นแดดคล้อย เราออกมาเดินเล่นอีกรอบรอดูพระอาทิตย์ตกที่ท่าเรือ แล้วเดินหาร้านอาหารเย็นเติมพลังกัน สายตาพลันไปเห็นร้านหมูกระทะ ลองชิมกันดีกว่าว่าจะเหมือนเมืองไทยรึเปล่า
อิ่มหนำสำราญแล้วเดินกลับมาที่พัก และออกมาหาร้านซักรีด จะซักเองก็เกรงว่าเสื้อกันหนาวหนาๆกับกางเกงยีนส์จะไม่แห้งเอา ตรงข้ามที่พักเรามีร้านเสริมสวย และนวดฝ่าเท้า พริมอยากจะสระผม พวกเราที่เหลืเลยนวดฝ่าเท้ารอกัน พี่ชาย(เอ หรือพี่สาว) ที่นวดให้พี่นพอัธยาศัยไมตรีดีมากๆ เล่าเรื่องสนุกๆให้เราฟังไปด้วยระหว่างนวด เช่น พี่เค้าเล่าว่า ผงชูรสเนี่ย คนลาวเรียกว่า แป้งนัว เคยมีคนไทยสั่งส้มตำและย้ำว่าไม่ใส่ผงชูรสนะ คนขายก็ถามว่าใส่แป้งนัวมั๊ย คนไทยก็ตอบว่า ใส่ (สื่อสารกันไม่เข้าใจ แม้ภาษาจะฟังดูใกล้เคียงกันก็ตาม)
น้องสาวคนที่นวดให้ฉันถามว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะใส่บาตรกันมั๊ย เค้าจะนึ่งข้าวเหนียว และเตรียมดอกไม้ให้ เราก็เลยตกลงใจสั่งน้องเค้านึ่งข้าวเหนียวให้เลย พรุ่งนี้ใส่บาตรกันอีกซักวันดีกว่า น้องเค้ายังเล่าอีกว่า เคยมีคนไทยสั่งให้เค้านึ่งข้าวเหนียว และทำห่อหมกใส่บาตร 80 ห่อแล้วก็ไม่มารับ เค้าร้องไห้เลย เพราะเค้าลงทุนไปเยอะ แต่ฉันว่าอาจจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ คนไทยอาจจะแค่ถาม แล้วน้องเค้าอาจจะคิดว่าสั่งหรือเปล่านะ เพราะหลายๆครั้งเวลาคุยกับคนลาว ด้วยภาษาคล้ายกันมากเลยเหมือนจะพูดคุยกันรู้เรื่อง แต่จริงๆแล้วเข้าใจไม่ตรงกัน
- Center of map
- ร้านข้าวจี่ปาเต้
- ร้านข้าวจี่ปาเต้
- พระธาตุหมากโม
- พระธาตุหมากโม
- วัดเซียงทอง
- วัดเซียงทอง
- ท่าเรือเมืองหลวงพระบาง
- ท่าเรือเมืองหลวงพระบาง
- ภูสี
- ภูสี
- วังเจ้ามหาซีวิต
- วังเจ้ามหาซีวิต
- วัดมหาธาตุ
- วัดมหาธาตุ
- ไปรษณีย์
- ไปรษณีย์
- วัดใหม่
- วัดใหม่





