เดินขาขวิดที่ มะละกา | |
| by MrNop:) |
“มะละกา” เป็นชื่อเมืองที่พวกเราล้วนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะว่าเมืองมะลากา หรือ ช่องแคบมะละกา มักจะถูกอ้างถึงบ่อยๆ ในบทเรียนประวัติศาสตร์ ของเราตั้งแต่สมัยเด็กๆ ชื่อ มะละกา นี้เริ่มผุดมาเป็นหนึ่งในแผนการเที่ยวของเราตั้งแต่ทริปก่อนตอนไปบาหลี อันเนี่องมาจากด้วยความประหยัดของพวกเรา เราจึงเลือกเดินทางไปบาหลีโดยต้องมาต่อเครื่องที่ มาเลย์ ซึ่งจะประหยัดลงไป 2-3 พันบาท ตาม โปรโมชั่นในช่วงนั้น เพื่อให้เป็นไปตามแผนดังกล่าวจึงมีคืนนึงที่เราจะต้องค้างที่ KL เพื่อนกายเจ้าความคิดจึงเสนอชวนว่าไป “มะละกอ” กันมั๊ย (ไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ เรามักจะเรียก มะละกา กันเล่นๆว่า มะละกอ) ผมพอสำรวจดูแผนที่ผนวกกับเวลาของเราซึ่งจำกัดมาก ดูแล้วคงเป็นไปไม่ได้ มะละกา จึงยังไม่ถูกใส่ลงในโปรแกรมทริปนั้น
- Center of map
- สนามบิน
- สนามบิน
- มะลากา
- มะลากา
วางแผนเที่ยว
หลังจากที่โปรแกรม มะละกา ไม่ได้ถูกใส่ไว้ในทริปบาหลีแล้วนั้น ครั้นพอกลับจากบาหลีทริปหฤโหดถึงเมืองไทยได้ 2-3 วันก็มี email น้อยจาก Air Asia แจ้งมาเพื่อขอโทษเรากรณีที่เครื่องดีเลย์ตอนที่เราต้องบินไปจาร์การ์ต้า พร้อมกับให้ Voucher ส่วนลดพอตีเป็นเงินได้แล้วประมาณ 1,700 บาท (ขอบอกว่ากำไรมากๆ เพราะว่าการที่เครื่องบินดีเลย์ทำให้เราไม่ต้องรีบร้อนเดินตอนที่อยู่บาหลี ที่สำคัญคือตั๋วไปจาร์การ์ต้าที่เราซื้อนั้นราคาเพียง 800-900 บาทเท่านั้น) 1,700 บาทนี้จะว่าน้อยก็ไม่น้อยจะว่ามากก็ไม่ได้เพราะถ้าซื้อตั๋วไปเชียงใหม่หรือภูเก็ตแล้วก็จะไปได้เพียงเที่ยวไปเที่ยวเดียวไม่มีเที่ยวกลับ เบ็ดเสร็จต้องจ่ายเพิ่มอีกกว่าสองพันบาท แต่พอลองดูราคาตั๋วต่างประเทศแล้วกลับน่าสนใจกว่าครับ เพราะตั๋วไปกลับกัวลาลัมเปอร์เพียงแค่สองพันบาท ผมรีบจองตั๋วทันทีไม่ต้องปรึกษาหารือใคร เลือกไปวันศุกร์แล้วกลับวันอาทิตย์ ลางานเพียงแค่วันเดียว หลังจากจองตั๋วเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยโทรไปบอกเพื่อนกาย ราคาแรงขนาดนี้จะลังเลอยู่ได้ไงครับเพื่อนกาย ให้ส่งไฟลท์นัมเบอร์วันและเวลา แถมมีเพื่อนมาเพิ่มด้วยอีกสองคน
ตอนที่ 1 ประทับใจข้าวมันไก่มะละกา
ทริปนี้เรามีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกัน 5 คน ผม พี่ป้อง จุ๊บ กาย และน้องเจี๊ยบ (เพื่อนแว่นที่ซื้อตั๋วไว้แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถเคลียร์งานตามมาด้วยได้) เราออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยสายการบินแอร์เอเซีย เวลา 7:15 ถึงท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ (LCCT) 10:10 เนื่องจากบินค่อนข้างเช้าและเวลาจำกัดประกอบกับคราวที่แล้วที่สนามบินไม่มีอะไรอร่อยให้กินเลย ผม เจี๊ยบ และกาย จึงสั่งอาหารกินรองท้องบนเครื่องไปก่อน หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และรับกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการสอบถามถึงรถบัสที่เดินทางจากสนามบินตรงไปมะละกาจุดหมายปลายทางแรกของพวกเรา ตอนแรกฟังแล้วก็งงๆ เค้าพูดว่าอะไรนะ จับใจความได้แต่ number 6 ก็เดาๆกันว่า Bus Stop No.6 ล่ะมั๊ง เดินออกไปด้านหน้าอาคารฝั่งซ้ายมีรถบัสจอดเรียงรายกันอยู่ มีป้ายบอกหมายเลข เราเดินไล่ไปจนถึงหมายเลข 6 ป้ายหน้ารถเขียนว่า Melaka จริงๆด้วย แต่เพื่อความมั่นใจถามคนที่นั่งอยู่แถวๆนั้นดูอีกรอบดีกว่า หลังจากสอบถามจนมั่นใจแล้วว่ารถออกเวลา 11:00 ก็เอากระเป๋าไปเก็บที่ด้านข้างรถ แล้วเดินไปหาอะไรทานกันซะหน่อย เหลือเวลาไม่มากนักรถก็จะออกแล้ว ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันคนละถ้วยแล้วกัน รสชาติดีทีเดียว แม้จะไม่เข้มข้นเหมือนบ้านเรา
เราขึ้นไปนั่งรอกันบนรถเมื่อใกล้ 11 โมง คงเพราะไม่ใช่วันหยุดคนเลยไม่มากนัก รถออกช้าไป 15 นาที รถออกมาได้แป๊บเดียวเอง น้ำแอร์ก็รั่วลงมาจากเบาะด้านหลังเบาะคนขับทำเอาต้องเปลี่ยนที่นั่งกันจ้าละหวั่นผมกับเจี๊ยบเลยตัดสินใจย้ายไปนั่งทางด้านหลังรถกัน นั่งชมวิวไปพลาง หลับไปพลางจนถึง Melaka Sentral ประมาณ 1:15 เราต้องนั่งรถประจำทางสาย 17 เพื่อไปที่พัก ซึ่งกายชวนพวกเราไปนั่งรถชมเมืองกันก่อน แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่าเราจะเอาของไปเก็บเข้าที่พักกันก่อน นั่งรถมาไม่กี่ป้ายก็ถึง Christ Church ความตั้งใจที่จะเข้าที่พักเลือนหายไป ลงจากรถได้ก็เดินถ่ายรูปกันใหญ่ ลืมไปว่าพรุ่งนี้เรายังอยู่ที่นี่กันอีกทั้งวัน เดินถ่ายรูปกันจนหนำใจไปรอบนึงแล้วก็พากันเดินข้ามสะพาน ผ่านวงเวียน กำลังจะเลี้ยวขวาไปตามถนนเพื่อไปยังที่พัก ก็มาสะดุดอยู่ที่ร้านข้าวมันไก่ตรงหัวมุมถนน ว่าจะกินกันก่อนแต่เกรงว่าถ้ามัวแวะรายทางไปเรื่อยคงไม่ถึงที่พักกันซักที เลยตัดสินใจเข้าที่พักกันก่อนแล้วนัดมาเจอกันที่ร้านข้าวมันไก่ตอนบ่าย 2 โมงครึ่ง
ผมกับเจี๊ยบพักที่เดียวกันเนื่องจากจองล่วงหน้าไว้นานแล้วจึงได้ราคาที่ถูกมาก (จองที่เวป hostels.com จ่ายง่ายๆผ่าน paypal ราคาเพียง 9.51$ต่อวันเท่านั้น) ส่วนเพื่อนอีกสามคนแยกไปพักอีกที่หนึ่งที River View Guesthouse เนื่องจากจองช้ากว่าเราราคาเลยสูงกว่านิดหน่อยแต่ก็ได้ห้องพักที่ใหญ่ขึ้น ผมกับเจี๊ยบพักที่ Jalan-Jalan Guesthouse ซึ่งเป็นเกสท์เฮาส์เล็กๆ ตกแต่งไว้อย่างน่ารัก ดูสะอาดตาทีเดียว เจ้าของยังเป็นหนุ่มหล่อ หน้าตาดี เผลอเคลิ้มไปเหมือนกัน นี่ถ้าเพื่อนกายได้พักที่นี่นะฮึ่ม ว่าแล้วผมจึงให้พ่อหนุ่มเจ้าของเกสต์เฮาต์ถ่ายรูปคู่กับเจ๊๊ยบเอาไว้ไปฝากเพื่อนกายให้อิจฉาเล่น พอมาถึงผมก็ยื่นใบยืนยันการจองที่พิมพ์มาจากอินเตอร์เนตพร้อมกับจ่ายเงินที่เหลือจ่ายการมัดจำไว้ 10% พี่แกเล่นไม่ดูหน้าตาเราเลยอาศัยจำๆเอาว่าจะมีใครจองที่พักไว้บ้างวันนี้เลยบอกมาว่า “ยู มัสต์ บี สเปน กาย” เอาวะสเปนก็สเปน พอแจ้งข้อมูลส่วนตัวเลข passport แล้วก็พาเราไปดูห้อง เก็บข้าวของ และยังแนะนำให้เราไปทานข้าวมันไก่ร้านอร่อย ซึ่งพออธิบายทางกันเป็นที่เข้าใจแล้วก็คือร้านเดียวกับที่เราจะไปทานกันอยู่พอดี
ด้วยความหิวมาก ผมกับเจี๊ยบรีบเดินมาถึงร้านข้าวมันไก่ เราบอกว่ามา 5 คน เมื่อได้ที่นั่งแล้ว ทางร้านถามว่าจะสั่งสำหรับกี่ที่ ซึ่งผมบอกว่าจะสั่งแค่ 2 ที่ก่อน เดี๋ยวเพื่อนมาค่อยสั่งเพิ่ม แต่เค้าบอกว่าร้านจะปิดบ่าย 3 โมง ผมมองดูเวลาอีก 15 นาที บ่าย 3 โมง เลยต้องตัดสินใจสั่ง 5 ที่เลย
ไม่กี่นาทีก็มีไก่สับจานใหญ่มาเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม และข้าวมันคล้ายๆบ้านเราปั้นเป็นลูกกลมๆจานละ 5 ลูก ซึ่งที่นี่เรียกว่า Chicken Rice Ball น่าทานเชียว เรานั่งดื่มน้ำรอไปพลาง ชิมไปพลางจนเริ่มอิ่ม เพื่อนก็ยังไม่มากันซักที กว่าจะมาถึงก็เหลือพวกเราเป็นโต๊ะสุดท้าย เค้าเริ่มเก็บข้าวของเตรียมปิดร้านแล้ว กว่าจะทานเสร็จก็บ่าย 3 โมงครึ่งแล้ว เรียกเก็บเงินแล้วจะเดินออกจากร้าน อ้าว…ประตูปิดแล้ว ต้องให้เค้ามาเปิดประตูให้ เกือบได้นอนร้านข้าวมันไก่แล้วมั๊ยล่ะ
พวกเราเดินข้ามกลับไปถ่ายรูปกันที่ Christ Church กันอีกรอบ ด้วยอากาศที่ร้อนมาก เพื่อนกายลืมเอาหมวกที่ซื้อมาใหม่สำหรับทริปนี้มาด้วย เลยไปเดินหาซื้อหมวกกันที่ร้านขายของที่ระลึกซึ่งตั้งอยู่บริเวณนั้นแล้วมาเดินถ่ายรูปกันต่อจนมาถึงริมถนน มองข้ามฝั่งไปมีร้านขนมหวานอยู่ริมแม่น้ำ แดดแรงขนาดนี้ทานขนมหวานดับร้อนกันคนละถ้วยท่าจะดี ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะสั่งยังไง ก็ยกนิ้วบอกแทน ได้ขนมหวานมาคนละถ้วย หน้าตาคล้ายๆลอดช่องน้ำแข็งใสใส่ถั่วแดง อร่อยดี กินกันจนหมด หันไปเห็นโต๊ะข้างๆที่เพิ่งมาใหม่ ทำไมชามใหญ่กว่าเราหว่า ยอมไม่ได้แล้ว เดินไปหาคนขายแล้วบอกว่าเอาแบบโต๊ะนั้นอีกหนึ่งถ้วย (ออกแนวขี้อิจฉายังไงไม่รู้เรา) คนขายหันมายิ้มแล้วหันไปสั่งเพื่อนว่าอะไรซักอย่างที่ฟังไม่เข้าใจ จับใจความได้แค่ว่า ABC
ขณะนั่งกินอยู่เห็นรถ Panorama คล้ายๆรถ microbus ที่กรุงเทพ ซึ่งเป็นรถที่สามารถนั่งชมรอบๆเมืองได้ หลังจากทานขนมเสร็จ เราข้ามมาขึ้นรถชมเมืองกัน ช่วงแรกๆก็มีที่น่าสนใจหลายแห่ง แต่พอไกลออกไปนอกเมืองก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่ รถวิ่งออกไปนอกเมืองแล้ววนกลับอีกทางจะไปไหนต่อก็ไม่รู้ พอรถผ่านมาใกล้ๆที่พัก พวกเราเลยตัดสินใจกดกริ่ง ลงเดินเล่นเลียบแม่น้ำไป ถ่ายรูปกันไปจนถึงที่พัก เดินเลยไปถ่ายรูปบริเวณ China Town แล้วย้อนกลับมาถ่ายรูปที่ Christ Church ซึ่งแสงกำลังสวยเลย ต่างคนต่างถ่ายรูปกันไป หันมาหากันอีกที พี่ป้องกับจุ๊บก็หายไปไหนแล้ว พยายามมองหาก็ไม่เจอ เลยเดินขึ้นไปดูที่ A Famosa เดินตามป้ายซึ่งเป็นทางขึ้นเขาไปเห็นโบสถ์ Saint Paul ซึ่งน่าจะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีทีเดียว มองลงมาเห็น หอชมวิว Eye of Malaysia พิพิธภัณฑ์เรือ
พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว เราเดินไปถ่ายรูปกันโดยพักภาระกิจตามหาเพื่อนไว้ชั่วคราว เดี๋ยวมาตามหากันใหม่ หลังจากถ่ายรูปมองไปทางด้านหลังมีทางลงไปป้อม A Famosa เราเดินลงมาถ่ายรูปกันอีก ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เราเดินตามถนนอ้อมเนินเขาจะกลับไปหาเพื่อน ระหว่างทางพิพิธภัณฑ์เรือก็ดึงดูดให้เราเดินเข้าไปถ่ายรูปกันซะหน่อย เดินต่อมาก็เจอระหัดวิดน้ำขนาดใหญ่ บริเวณนี้เป็นที่สาธารณะที่จัดทำที่นั่งไว้ริมน้ำ น่านั่งทีเดียว แต่เรานั่งไม่ได้เพราะมีภาระกิจต้องติดตามหาเพื่อนค้างอยู่
เดินกลับมาจนเจอเพื่อนที่ตลาดกลางคืน (ซึ่งมีร้านค้ามาตั้งขายของตลอด 2 ข้างทาง มีทั้งอาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก ตลาดกลางคืนจะมีเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เท่านั้น) ทุกคนเริ่มหิวกันแล้ว เราตกลงกันว่าจะไปกินอาหารเย็นกันที่ร้าน Capital Stay แม้ร้านจะตั้งอยู่อีกด้านหนึ่งจากตรงที่เราอยู่ แต่ก็เป็น highlight ที่พลาดไม่ได้ซะด้วยสิ เราเดินข้ามสะพานกลับมาที่ Christ Church แล้วเดินเลาะถนนไปทางด้านซ้าย ผ่านโบสถ์ Fransis Xavia เดินเลยมาถึงห้าแยก แล้วเลี้ยวขวาอีก 2 ครั้งก็ถึงร้าน
ท่าทางร้านนี้จะอร่อยจริงๆเพราะร้านอาหารรอบๆไม่มีลูกค้าเลย แต่ร้านนี้คนเต็มร้านจนต้องมายืนรอคิวด้านนอก เราอยู่คิวที่ 5-6 ยืนรอบ้าง นั่งบ้างอยู่พักใหญ่กว่าจะมีโต๊ะว่าง ตรงกลางโต๊ะมีช่องสำหรับวางหม้อที่ใส่น้ำคล้ายๆน้ำสะเต๊ะบ้านเรา มีถังแก๊สตั้งอยู่ข้างๆโต๊ะ คนขายจะนำเครื่องปรุง 2-3 อย่างมาใส่แล้วคนให้เข้ากันรอจนเดือดก็นำอาหาร ซึ่งมีทั้งเนื่อสัตว์ กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้น ผัก แป้งโรตีซึ่งเสียบไว้เป็นไม้ๆ จุ่มลงไปในหม้อ รอจนสุกก็ทานได้เลยระหว่างทาน ก็จะมีคนมาคอยเติมเครื่องปรุงแล้วคนให้เข้ากันอยู่เป็นระยะๆ
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็เรียกเค้ามาคิดเงิน วิธีการคิดก็ง่ายๆ นับไม้เอา ราคาไม้ละประมาณ 7 บาท หลังจากชำระเงินเสร็จก็เดินกลับมา ช้อปปิ้งที่ตลาดกลางคืนกันต่อ แต่ด้วยความอ่อนเพลีย เหมื่อยล้า ปนกับความง่วงนอน ทำให้เราเดินได้ไม่นานนัก พอได้ของฝากก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน และนัดแนะเวลากันสำหรับวันพรุ่งนี้
ติดตาม เดินขาขวิดที่ มะละกา ตอน 2 ได้แล้วครับ










:takut Comment ได้แล้วนะครับ
เดินหาจุ๊บตามสถานที่เที่ยวไม่เจอ แต่เรารู้ว่าจะตามหาจุ๊บได้ที่ไหน
คำตอบคือ ตลาดขายของนั่นเอง
Shop Aholic ตัวจิง 55
นำเสนอใช้ได้ ไม่มากไม่น้อย ภาพประกอบสวยงามมาก วันหลังแบ่งปันอีกนะ
เขียนได้ละเอียดดีคะพี่ บรรยากาศสบายสบาย
[...] หลังจากที่เราได้เสนอเรื่อง เดินขาขวิดที่ มะละกา [...]
เป็นอีกเมืองที่น่าอยู่ทีเดียว หลากเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม ที่ผสมกลมกลืนกันอย่าลงตัว
เพื่อนกายนี่ชื่อคนจริง ๆ เหรอจ๊ะ เพื่อนนพ
อ้าว ใช่สิ คนที่เป็นเจ้าของเรื่อง และ รูปภาพ ทริปลาวใต้น่ะ guygii น่ะแหละ
Chicken Rice Ball น่าสนใจมากมาย ไอเดียกิ๊บเก๋ ใครเอามาเปิดบ้านเราคงดัง
Leave your response!
Photo Blog
More Photos
Tags
Pages
Meta
Recent Posts
Archives
Most Commented
Recent Comments