มะละกาตอนที่ 2 ขาขวิดกว่าเมื่อวาน หลังจากที่เราได้เสนอเรื่อง เดินขาขวิดที่ มะละกา ตอนแรกและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เป็นแรงกดดันให้เราต้องรีบออกตอน 2 เพื่อให้เป็นการต่อเนื่อง วันนี้เราเดินกันรอบเมืองเลย แถมด้วย มัสยิด แสนสวยริมทะเลที่อยู่ไกลจากเมืองกว่า 3 กม. อีกครั้งกับการตระเวนชิมอาหารหลากชนิด มะละกาเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยๆ มากมาย ขนาดที่กลับมาแล้วยังคิดถึงอยู่เสมอ
ตอนที่ 2 Strait Masjid ขาขวิดยิ่งกว่า

อาหารเช้าบะหมี่ สั่ง 2 แต่ได้มา 3 ชาม
ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 6 โมงครึ่ง แต่ตื่นมาฟ้ายังมืดอยู่เลย ด้วยเวลาที่นี่เร็วกว่าเมืองไทยอยู่ 1 ชั่วโมง ขอนอนต่ออีกสักนิดละกัน ก่อนจะลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปหาเพื่อนๆตามที่นัดหมายกันไว้ ไปถึงที่พักเพื่อนๆก่อน 8 โมงเล็กน้อย ประตูยังปิดอยู่เลย นึกขึ้นได้ว่าลืมขนมปังไว้ที่ห้อง เลยเดินกลับมาเอาขนมปังก่อน ระหว่างทางเดินผ่านร้านบะหมี่ท่าทางน่ากินเชียว หลังจากได้ขนมปังแล้วก็เดินตรงไปร้านบะหมี่ แวะชิมกันซะหน่อยดีกว่า เนื่องจากเจ้าของร้านเป็นคนจีน สื่อสารกันเหมือนจะเข้าใจกันดี แต่สั่งไป 2 ชาม ไหงมาตั้ง 3 ชามหว่า แล้วจะกินหมดหรือนี่ บะหมี่หน้าตาดี รสชาติก็อร่อย กินยังไม่ทันเสร็จ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก (วันนี้จะได้เที่ยวมั๊ยเนี่ย) แต่โชคดีที่เราเจอเจ้าของเกสท์เฮาส์เข้ามานั่งกินบะหมี่กับเพื่อนเค้าอยู่โต๊ะข้างๆ และเสนอจะให้เรายืมร่ม เราก็รีบตกลงทันที (ไม่มีลังเลเลยเพราะกลัวเค้าเปลี่ยนใจ)

อาหารอินเดีย รสชาติอร่อยกว่าที่คิด
เราเดินกลับไปเกสท์เฮาส์เพื่อน นั่งคุยกันที่ระเบียงเพื่อรอฝนหยุด ฝนเริ่มซาเมื่อใกล้ 10 โมงเช้า เราเดินไปกินอาหารอินเดียที่หัวสะพานตามที่คุยกันไว้แต่แรก อาหารรสชาติดีทีเดียวเวลาเสิร์ฟมีใบตองรองมาด้วย ผิดกับที่คาดไว้แต่แรกว่ากลิ่นอาจจะแรงซักหน่อย
ออกจากร้านอาหารอินเดีย ผ่านโบสถ์ Fransis Xavia เนื่องจากวันนี้ที่โบสถ์มีงาน ด้านหน้าซึ่งเป็นลานจอดรถจึงเต็มไปด้วยรถยนต์ ทำให้รูปที่เราตั้งใจว่าจะมาถ่ายกับป้าย “Welcome to Meleka World Heritage” ต้องถูกบดบังถึงกระนั้นก็ยังไม่พลาดขอกระโดดกันเป็นที่ระลึกสักหน่อย ผมในฐานะโปรถ่ายภาพกระโดดจึงต้องอาสาเป็นตากล้องในช่วงนี้

โบสถ์ Fransis Xavia และกระโดดมรดกโลก
พวกเราเดินต่อผ่านหอนาฬิกาแล้วเดินอ้อมถนนเลียบเชิงเขาเพื่อไป A Famosa ช่วงนี้เราไม่ต้องรีบร้อนอะไรมากนักแวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปกระโดด งานนี้กระโดดกันลืมแก่เลย และซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปชมความงามของวังสุลต่าน
จากนั้นก็เดินกลับทางเดิมที่เดินเมื่อวานนี้ แวะถ่ายรูปพิพิธภัณฑ์เรือ

วังสุลต่าน กับ กระโดดหลุดโลก
เดินนานๆเริ่มหิวอีกแล้วสิ ผ่านไปทาง Jonker Street เห็นร้านข้าวมันไก่ที่เรากินเมื่อวานคนเต็มร้าน แถมยืนรอคิวกันเป็นแถวยาว (ดีนะที่เมื่อวานเราได้ลิ้มลองความอร่อยกันไปแล้ว) ตั้งใจจะไปกิน Laksa กันแต่ไม่รู้ว่าร้านตั้งอยู่ที่ไหน ลองถามคนขายน้ำแข็งใส แล้วลองเดินหา แต่ก็หาไม่เจอ เลยตัดสินใจเดินอ้อมผ่านหน้าที่พัก เผื่อร้านติ่มซำที่เห็นเมื่อเช้าจะยังเปิดอยู่ แต่เดินมาถึงก็ปรากฏว่าร้านปิดแล้ว อดกินเลย
เดินหาร้านอาหารกินกัน แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดอยู่ที่ร้านพายสับปะรด เลยแวะเข้าไปชิมแล้วซื้อติดไม้ติดมือกันมาคนละกล่อง สองกล่อง หลังจากได้ขนมแล้วตั้งใจว่าจะไปกินปอเปี๊ยะกัน แต่ไปถึงร้านก็ปิดอีก บ่าย 3 แล้วทั้งเมื่อยทั้งหิวมากแล้ว หันมาเห็นร้านใกล้ๆขายบะหมี่อยู่ เอาล่ะ บะหมี่ก็บะหมี่ เราเดินเข้าไปหาที่นั่งแล้วสั่งบะหมี่กันคนละชาม รสชาติก็ธรรมดา ไม่ถึงกับอร่อย ระหว่างกำลังจัดการกับบะหมี่ ป้าคนขายซึ่งเป็นคนจีนพูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ หยิบกล่องขนมพายสับปะรดมาให้ดู ประมาณว่าเค้าก็ขาย แล้วก็เปิดกล่องยื่นให้จุ๊บชิม (คงจะพูดว่า ของชั้นอร่อยกว่า อะไรประมาณนี้) จุ๊บพยายามปฏิเสธเพราะเราก็ซื้อกันมาแล้ว แต่เค้าก็พยายามคะยั้นคะยอให้ชิม สุดท้ายก็หยิบมาชิม หลังจากกินบะหมี่เสร็จก็เรียกเก็บเงิน ก็มีเด็กเดินมาคิดเงิน อ้าว … คิดค่าขนมด้วย เราบอกว่าไม่เอา แต่เค้าก็บอกประมาณว่าเรากินไปแล้วอ่ะ ทำไงล่ะก็ต้องจ่ายสิ

อาคารเก่าย่าน ไชน่าทาว์น
ออกจากร้านด้วยความเซ็งเล็กน้อย เดินย้อนกลับมาที่หัวถนน Jonker Street ก็พบร้าน Laksa ที่เราตามหาอยู่ ทำไงล่ะอิ่มแล้วนี่ แต่ก็ยังอยากชิมอยู่ก็เลยสั่งมาชามนึง กินกัน 5 คนเลย จากนั้นก็เดินเล่นชมบ้านเมืองกันเรื่อยไป มีบ้านสวยๆให้แวะถ่ายรูปกันอยู่ตลอดทาง คิดว่าเดี๋ยวจะแวะเข้าไปชม Baba Museum ราคา 80 บาท แต่มีกรุ๊ปทัวร์มาลงก่อนหน้าเรา และคงให้เข้าชมเป็นรอบๆ ด้วยความขี้เกียจรอ เลยกลับที่พักเพื่ออาบน้ำ และนั่งเขียนโปสการ์ดกัน
ออกจากที่พักประมาณ 5 โมงครึ่งเป้าหมายของพวกเราคือ Strait Masjid หรือ Masjid Selat Melaka ซึ่งตั้งอยู่ริมทะลบนเกาะห่างจากที่พักไปประมาณ 3 กิโล ผมได้ข้อมูลที่นี่มาจาก flickr ตอนหาข้อมูลท่องเที่ยวค้นหารูป Melaka แล้วเจอในรูปสวยมาก สวยขนาดต้องหาตำแหน่ง GPS แล้วมาร์คไว้เลย เมื่อวานตอนพวกเรานั่งรถรอบเมืองกันในรถวิ่งผ่านจุดใกล้ๆแถวนั้นพอมองเห็นได้ผมจึงพยายามชี้ให้ทุกคนเห็น งานนี้ต้อง build กันหน่อยไม่งั้นไม่มีแรงบันดาลใจมัสยิดแห่งนี้ดูเหมือนว่าจะยังสร้างไม่เสร็จหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะว่ายังไม่ได้ถูกใส่ไว้ในโปรแกรมท่องเที่ยวทั่วไป หรือแม้นแต่ไกด์บุ๊คที่ post กันผมก็ยังหาข้อมูลไม่ได้เลย (ภายหลังเจอข้อมูลที่ wikpedia ) เราเริ่มต้นโดยออกเดินไปที่หอนาฬิกาเพื่อรอรถพาโนรามาซึ่งพวกเราเรียกกันว่ารถรอบเมือง ก่อนไปแวะกินน้ำแข็งใส ABC กันซักหน่อยดีกว่า (แอบติดใจรสชาติมาตั้งแต่เมื่อวาน) แล้วข้ามไปรอรถกันอยู่พักใหญ่ก็ไม่มาซักที เลยว่าจะนั่งแท็กซี่กันไป แต่พอถามราคาแล้วรู้สึกว่าแพงไปกับระยะทางแค่ 3 กิโล RM 15 เลยกลับมารอรถต่อ (จริงๆแล้วราคานี้ไม่ถือว่าแพงเลยครับ ไปแล้วจึงจะรู้) พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้วด้วยสิ
ในที่สุดรถพาโนรามาก็มา เรานั่งไปลงตรงจุดที่ใกล้สะพานที่จะข้ามไปเกาะ เดินมาถึงสะพานพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว เลยแวะถ่ายรูปกันที่สะพานก่อนเดินต่อไปมัสยิด ผ่านอาคารร้างจำนวนมาก ประมาณเมืองทองยุคแรกๆ เราเดินตัดกลางกลุ่มอาคาร ก่อนถึงมัสยิดเป็นเขตก่อสร้าง ล้อมรั้วไว้แน่นหนา พอดีเห็นมีคนอยู่ผมจึงถามว่าขอเดินลัดไปถ่ายรูปได้หรือเปล่า พอได้รับอนุญาตพวกเราก็รีบเลยเดินตัดเขตก่อสร้างไปที่ริมทะเลด้านหน้ามัสยิด บรรยากาศกำลังสวยเลยครับ ไม่เสียแรงที่เดินมาตั้งไกลได้รูปสวยๆติดกล้องกลับมากันหลายรูปเลย

Masjid Selat Melaka ตั้งตะหง่านอยู่ริมทะเล
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว จำต้องหันหลังให้ความงามเบื้องหน้า ออกเดินกลับก่อนจะมืดไปกว่านี้ คนงานกำลังปิดประตูพอดีเลยขอให้เค้าเปิดให้ออก แล้วรีบเดินออกมาตามถนน กลุ่มอาคารมืดเกินกว่าจะกล้าเดินลัดไปทางนั้นอีก เดินกลับมาถึงสะพานแสงไฟตกกระทบน้ำ ความงามเบื้องหน้าดึงดูดให้เราหยุดถ่ายรูปอีกครั้ง

ระหว่างทางกลับจากมัสยิด
เราเดินกลับมาถึงจุดที่ลงรถ ด้วยไม่แน่ใจว่าจะมีรถผ่านมาหรือเปล่า เลยเดินกันไปเรื่อยๆ แวะ Carefour เพื่อเข้าห้องน้ำ แล้วเดินต่อมาถึงหอนาฬิกาเมื่อใกล้ 3 ทุ่ม ท้องเริ่มร้องดังขึ้นๆ ด้วยความหิว ว่าจะไปหาบะหมี่กินที่หัวถนน Junker Street ด้วยวันนี้เป็นวันเสาร์คนเลยเยอะเป็นพิเศษ เราแวะกินก๋วยเตี๋ยวกัน อร่อยมากทีเดียวโดยเฉพาะลูกชิ้น แถมมีร้านติ่มซำใกล้ๆด้วย ต้องชิมซะหน่อยแล้ว ตามด้วยน้ำสมุนไพร จนอิ่มแปล้ไปตามๆกัน
เมื่อท้องอิ่มแล้ว ก็เริ่มง่วง บวกความเมื่อยล้าจากการเดินมาตลอดวัน เรานัดแนะเวลาสำหรับเช้าวันพรุ่งนี้ที่เกสท์เฮาส์ แล้วจะไปกินข้าวมันไก่แสนอร่อยกันอีกรอบ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เตรียมแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้
เดินขาขวิดคงสู้ไม่ได้ กับ อาการวันนั้น
เราเรียกว่า ขาขาดการควบคุม มันแทบปฏิเสธเราผู้เป็นเจ้าของมัน ที่ออกคำสั่งให้ก้าวต่ออะ
เดินกันน่องปูดเสียรูป เหมือนน่องไก่ เลยอะ >_<"
ทัวร์กินกระจาย น่าอร่อยนะเนี่ย แต่คงกลัวน้ำหนักเพิ่มกันน่าดูถึงเดินกันขาขวิดเนี่ย