Bali is my life


Logo

“ค่ำคืนฉันยืนอยู่เดียวดาย”

พระอาทิตย์ตก จากที่พัก

พระอาทิตย์ตก จากที่พัก

เย็นย่ำและค่ำคืนของวันที่ 8 สค ฉันบังเอิญ ต้องเดินอยู่ตามลำพัง ในเมือง อุบุด (Ubud) ด้วยความไม่ตั้งใจนัก เพราะพลัดหลงกับกลุ่มเพื่อนสาวอีกห้าคน เพราะฉันมัวแต่แวะหามุมถ่ายรูป หลังจากเดินตามมามองหากลุ่มเพื่อนที่เดินไปก่อนล่วงหน้ามาซักพักก็ไม่เจอ ฉันจึงตัดสินใจเดินเที่ยวเล่นคนเดียว หาร้านอาหารนั่ง Dinner คนเดียว และ หาตั๋วเข้าชมระบำบาหลี หรือ บารอง คนเดียวเช่นกัน ระหว่างทางเดินไปเดินมาในถนนมังกี้ฟลอเรส พบเห็นแท็กซี่ (ชาวบาหลีเรียกทั๊กซี่) ได้ทั่วไปคอยร้องเรียกนักท่องเที่ยว ฉันเองก็โดนเรียกทุกจุด มืดแล้วเขาไม่คิดกันบ้างเหรอว่านักท่องเที่ยวจะนั่งรถไปไหนมากกว่าเดินเล่นอยู่แถวนี้ดีกว่า อันนี้ฉันคิดในใจด้วยความสงสัย ตอนเดินกลับ สามทุ่มกว่า ๆ ก็ยังเรียกอีก จะให้ฉันไปไหนกันนักหรือพ่อคู้ณ..ความคิดเมื่อตอนหัวค่ำแล่นเข้ามาในหัวอีก (#@%&X) ย้อนกลับไปตอนหัวค่ำฉันเดินหาร้านอาหารเย็นเลือกดูอยู่หลายร้าน อยากหาที่คนไม่เยอะนัก เพราะต้องนั่งกินคนเดียว ไม่อยากให้ทางร้านเขาต้องเสียที่นั่งไปทั้งโต๊ะเพราะฉันไปคนเดียว ได้ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในซอย Arjuna มีฝรั่งนั่งอยู่แค่สองโต๊ะ เย็นนี้ได้ Dinner ตามลำพังกับข้าวผัดอินโดนีเซีย หน้าตาและรสชาดคล้ายข้าวอบสัปรดใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์บ้านเราและ น้ำผลไม้ปั่น พร้อมฟังเพลงสไตล์อินโดนีเซีย ด้วยสนนราคา 17,000 RP รู้สึกร่ำรวยผิดปรกติขึ้นมาทันที ถ้าไม่คิดกลับเป็นเงินไทยแค่หกสิบกว่าบาท วันนี้ฉันยังมีเงินสกุลรูเปียห์ อีกสามแสนกว่า ๆ ในกระเป๋า

Barong dance

Barong dance

เสร็จแล้วก็เดินไปหาซื้อตั๋วดูระบำ บารอง (Barong dance) ที่อุบุดพาเลซ ในราคา 80,000 RP เป็นการแสดงนำเสนอระหว่าง บารอง เป็นเทพแห่งธรรมะ กับ รังดา พ่อมดแห่งอธรรม ชาวบาหลีมีเชื่อในเรื่องความดีความชั่วมาก เป็นการต่อสู้กันระหว่างพลังความดีกับความชั่ว การแสดงเน้นท่าร่ายรำที่ดูแข็ง ๆ ฉันว่าตลกดี สลับการกลับกรอกลูกนัยน์ตาไปมา จนฉันรู้สึกปวดลูกตาแทน เสร็จจากการแสดงก็เดินกลับที่พัก แล้วก็ได้เจอกับกลุ่มเพื่อนอีกครั้งที่บ้านพัก แต่พวกเพื่อน ๆ ฉันเขาไปดูการแสดงอีกที่หนึ่งมา ฉันถึงได้รู้ว่าการแสดงมีอยู่มากมายหลายที่ ไม่ใช่เฉพาะที่นี่ที่เดียว


Tampaksiring

Tampaksiring

บาหลีสวรรค์ของนักเดินทาง ชาวบาหลีส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูธรรม (Hindu Dharma) เป็นแบบที่นับถือพระศิวะ มีความแตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศอินโดนีเซียที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะยุคนึงได้รับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย แต่ก็ได้ถูกผสมผสานกับความเชื่อท้องถิ่นจนต่างจากศาสนาฮินดูที่อินเดียในปัจจุบันนี้ สภาพภูมิศาสตร์เป็นป่าฝนเกาะสุดท้ายทางฝั่งตะวันออกของอินโดฯ มีทั้งภูเขาไฟ และ นาขั้นบันได อีกทั้งหลากหลายด้วยสถาปัตยกรรมแบบชวา บนเกาะบาหลีมีวัดอยู่มากมายกว่า 20,000 วัด หากแต่ที่ดึงดูดให้ฉันตัดสินใจมาที่นี่ ด้วยเพราะเมืองอุบุด เมืองเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยศิลปะและความเชื่อแห่งศรัทธาพบเห็นได้ไม่ยากบนเกาะแห่งนี้ นอกจากจะเป็นสวรรค์ของนักเดินทางแล้ว ฉันว่ามันยังเป็นดินแดนแห่งมนต์ขลังของคนรักการถ่ายภาพวิถีชีวิตผู้คนได้อีกด้วย เพราะภาพผู้คนที่ยังแบกของทูลหัว แต่งกายด้วยชุดประจำถิ่น เดินไปวัดยังมีให้พบเห็นได้ทั่วไป การประกอบพิธีกรรมที่มีพลังแห่งศรัทธาอย่างล้นเหลือ ความเชื่อในพลังธรรมชาติและเชื่อในจิตวิญญานว่าทุก ๆ ที่จะมีวิญญานสิงสถิตอยู่ เครื่องรางที่เป็นตัวแทนทางศาสนาถูกเชื่อมโยงกับมิติแห่งกาลเวลาของบรรพบุรุษที่ล่วงลับพบเห็นได้ทุกหัวระแหงและตามทางเดิน อีกทั้งค่าครองชีพที่แสนถูกสบายกระเป๋า ที่พักราคาประหยัดสไตล์บาหลี ๆ แท้ ๆ บวกกับโปรโมชั่นจากเจ้าหางแดง ก็ทำให้ตัดสินใจบินลัดฟ้ามาเที่ยวบาหลีได้ไม่ยาก


มุมจากบนเจ้าหางแดง

มุมจากบนเจ้าหางแดง

การเดินทางมาเที่ยวด้วยตนเองนั้นทำได้ไม่ยาก เพราะเกาะบาหลีมีพื้นที่เพียง 5,620 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งของอินโดนีเซียจากหมื่นกว่าเกาะ พวกฉันหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต แล้วตัดสินใจมาเที่ยวกันเองโดยหาบริษัทรถเช่าและจ่ายแพงขึ้นอีกนิดพร้อมคนขับและประกันภัย ได้ในราคา 40 USD ต่อวัน โดยตกลงให้มารับที่สนามบิน Denpasar Ngurah Rai ช่วงที่กลุ่มฉันไปเป็นช่วง Hi season ของเกาะบาหลี จะอยู่ที่ช่วงเดือน เมษายน ถึง กันยายน หลังจากนี้จะเข้าฤดูฝน ทำให้ที่พักแพงขึ้นมาจากเดิมที่หาข้อมูลได้ที่ 150,000 RP ขึ้นเป็น 250,000 RP (ช่วงที่ไปเรท 1USD = 9,800 RP) แต่ได้ห้องละสามคน ก็เลยโอเค เป็นราคาที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าเทียบกับคุณภาพ แถมมีอาหารเช้าเป็นผลไม้ กับ แป้งอะไรซักอย่างทอดเค็ม ๆ มัน ๆ บ้านพักข้าง ๆ เสริฟไข่เจียวขนมปังลอยผ่านหน้าฉันไปให้แขกของบ้านเขา ฉันได้แต่มองตามตาละห้อยแล้วน้ำลายไหลสามหยด “อยากได้อย่างงี้บ้างจัง” สุดท้ายฉันก็ไปซื้อข้าวห่อใบตอง (Pecel) ในตลาดอุดบุดมากิน ตามคำแนะนำเพื่อนที่ไปมาก่อนหน้านี้ แต่ต้องแกล้งทำลืมสภาพตลาดเช้ากับน้ำมือคุณยายที่รมณ์บ่จอยนัก เพราะฉันขอแกถ่ายรูป ข้าวในห่อตอนแกถืออยู่ แล้วมันโฟกัสไม่ได้ซะที แกเลยโมโห ปิดห่อซะเลย พวกฉันร้องพร้อมกัน แต่แกก็ไม่สนใจใยดีอีกเลย คงนึกในใจว่า “เสียเวลาทำมาหากินหมด ดูซิมากันตั้งห้าหกคนซื้อแค่ห่อเดียว” เวลาคุณยายหยิบข้าวและกับแกหยิบด้วยมือเปล่า ๆ ของแกโดยไม่มีถุงมือใด ๆ ทั้งสิ้น มันอร่อยตรงนี้แหล่ะน้า แล้วก็อร่อยจริง ๆ นะไม่รู้อร่อยน้ำ(ขี้)มือ หรือ น้ำหมากกันแน่ ราคาแค่ 5,000 RP เอง แนะนำ ๆ บอกต่อสำหรับคนกินง่ายเข้าถึงถิ่น

Nasi Pecel

Nasi Pecel


Besakih

Besakih

วันแรกฉันเดินทางไป วัดเบซากิห์ (Pura Besakih) วัดนี้ถือว่าเป็นวัดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในบาหลี (Mother Temple) ชาวบาหลีถือว่าเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเหนือวัดทั้งปวง ภายในประกอบด้วยวัดเล็ก ๆ อีก 23 แห่ง เรียงรายไปตามไหล่เขา มีฉากหลังคือภูเขาไฟกุนุง อากุง (Gunung Agung) ที่สูงที่สุดในบาหลี ด้วยความสูง 3,142 เมตร ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อ 17 มีนาคม ค.ศ.1963 สร้างความเสียหายไม่น้อย ที่วัดนี้พวกฉันศึกษาวิธีหลบหลีกไกด์จอมตื้อมาก่อนแล้ว กลุ่มคนพวกนี้จะเข้ามาทำตัวเสมือนเจ้าหน้าที่ขอเช็คบัตรค่าเข้า แล้วจะเก็บบัตรเราไปไม่คืน พร้อมทั้งบอกว่าภายในวัดมีพิธีอยู่ นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้ถ้าไม่มีคนท้องถิ่นนำ พวกฉันหาข้อมูลมาก่อนแล้วว่าวัดนี้มีพิธีทั้งวัน ตามจุดต่าง ๆ กระจัดกระจาย เราก็แค่ไม่เข้าไปยุ่งตรงจุดที่เขาทำพิธีกันอยู่ก็แค่นั้น และแล้วก็มีไกด์สามสี่คนตรงดิ่งเข้ามาจะขอดูตั๋ว พวกฉันก็ยื่นให้ดูแต่ไม่ยอมให้ไปแล้วก็ไม่หยุดฟังด้วย พวกเขาก็เดินตามพูดอะไรไม่รู้เยอะแยะเดินไปพูดไป พวกฉันก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องบ้างไม่สนใจบ้าง ทำหน้ามึนใส่ จนเขาคิดว่าพวกเราเป็นกระเหรี่ยงไม่เข้าใจภาษาอังกฤษแน่ ๆ ก็เลยจนปัญญาเดินกลับไปเองแบบส่ายหน้าบ่นพึมพำเป็นภาษาอินโดหรือบาหลี (#@%&X) ภายในวัดฉันแยกตัวออกมาเดินคนเดียว (อีกแล้ว) เดินเข้าเกือบทุกซอกทุกมุมในเวลาสองชั่วโมง ไปเขย่งขาตะกายตรงกำแพงแอบดูเขาทำพิธี แล้วถ่ายรูป โดนดุมานิดหน่อยเพราะฉันทำประเจิดประเจ้อเกินไป ใส่กระโปรงแต่ทำตัวเป็นลิงเป็นข่าง นึกแล้วยังขำตัวเองไม่หาย พอขบวนพิธีผ่านไปแล้ว คนที่คุมพิธีมาเรียกฉัน ฉันตกใจมากนึกว่าโดนแน่เลย แต่เขามาตามให้ไปถ่ายรูปด้านในได้แล้ว เพราะเมื่อกี้ฉันตกใจที่เขาดุเลยรีบหนีออกมา แต่ชาวบาหลีในปัจจุบันนี้เปิดกว้างกับนักท่องเที่ยวมากแล้ว บางจุดที่ทำพิธีเขาก็อนุโลมให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปได้ อาจเป็นเพราะเห็นฉันไปคนเดียวทำหน้าตาน่าสงสัยเรียกคะแนนสงสารได้มากอยู่ เขาออกมาเรียกให้เข้าไปดูเลยนะในงานพิธี ๆ หนึ่ง แต่ฉันก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้มากนักหรอกเพราะงานนั้นใหญ่มาก มีฝรั่งอยู่ในนั้นเป็นเพื่อนสองสามคนพอแก้เขินได้บ้าง

พิธีกรรม Basakih

พิธีกรรม Basakih

สุดท้ายตอนจะเดินออกเจอดีจนได้ มีหนุ่มบาหลีมาคนนึงเข้ามาพูดคุยกับฉัน แนะนำว่าควรถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้ ฉันก็นึกเคืองในใจว่าจะมาบอกทำไมเนี่ย ฉันชอบถ่ายในแบบของฉันเอง แถมมาทำเดินเป็นเพื่อนอีก กลัวฉันจะเหงาหรือไง ตอนแรกก็คิดว่าคงมีน้ำใจมั้ง พอถึงทางออกจะขอทริป ฉันบอกไม่ได้พกเงินมาหรอก ฝากไว้ที่เพื่อนหมด เขาก็ทำหน้าไม่พอใจ พอฉันเจอเพื่อนก็บอกไหนล่ะค่าทริป ฉันบอกพูดอะไรไม่รู้เรื่องฉันฟังภาษาอังกฤษที่คุณพูดไม่เข้าใจ เขาก็บอกว่างั้นยูเข้าใจคำว่า ฟักยู มั้ย แล้วก็เดินกลับไป ฉันก็ตะโกนไล่หลังไปว่า ฟักยูทู ถือว่าหายกัน เพื่อนบอกเมื่อกี้ก็เห็นฝรั่งคนนึงโดนไถทริปให้ใบนึงก็ทำหน้าไม่พอใจและข่มขู่ ต้องควักใบที่สอง ใบที่สาม ใบที่สี่ สุดท้ายได้ไปหลายแสนรูเปียห์ แต่ขอโทษไม่ได้แอ้มเงินฉันหรอก เพราะฉันไม่ได้ตกลงอะไรด้วยตั้งแต่แรกนี่นา


Batur Lake

Batur Lake

ถัดจากนี้ก็ไปทะเลสาบบาตูร์ (Batur Lake) เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในบาหลี มีความยาว 7 km กว้าง 2.5 km ชาวบาหลีเชื่อว่าทะเลสาปแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นที่สถิตของเทวีดานู (Dewi Danu) เกิดจากตาน้ำ 11 แห่งรวมกัน และไม่มีทางน้ำไหลออก แต่จะไปโผล่ตามน้ำพุต่าง ๆ บนเกาะนี้ บริเวณนี้ยังมีหมุ่บ้านคินตามณี (Kintamani) และ หมู่บ้านเพเนโลกัน (Penelogan) ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เพราะมีฉากหน้าเป็นทะเลสาบ ฉากหลังเป็นภูเขาไฟบาตูร์ ที่เคยปะทุพ่นลาวาเถ้าภูเขาไฟมาหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการพ่นหินทรายดำกับควันไฟ พวกฉันกินอาหารกลางวันที่นี่ เป็นบุฟเฟต์ ราคาต่อหัวคนละ 70,000 RP ตุนกันจนถึงคออิ่มท้องสบายกระเป๋า(ตัวเอง) เพราะเอาเงินกองกลางออกมาจ่าย ออกมาได้ซักพักก็เจอแผงขายก๊วยเตี๋ยวลูกชิ้น (Bakso) เต็มไปหมด เสียดายไม่ได้ลองชิม และ ภายในบริเวณทะเลสาบนี้ ยังมีวัดที่ใหญ่และถือว่าสำคัญเป็นอันดับสองรองจากวัดเบซากิห์ ชื่อว่าวัดอูลันดานูบาตูร์ (Pura Ulan Danu Batur) แต่พวกฉันไม่ได้ไปเพราะสับสนในชื่อที่คล้ายกันของโปรแกรมพรุ่งนี้ คิดว่าเป็นที่เดียวกัน เสียดายมากกกกก

Pura Tirta Empul

Pura Tirta Empul

แต่ไปแวะวัดเล็ก ๆ อีกสองที่คือ กุนุงกาวี (Pura Gunung Kawi) กับ วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Pura Tirta Empul) แทน ที่วัดน้ำพุนี้ฉันตื่นตาตื่นใจกับการลงอาบน้ำในบ่อน้ำพุของชาวบาหลี บรรยากาศคล้ายกับอินเดียที่เห็นตามสารคดีมาก ชาวบาหลีเชื่อว่าพระอินทร์เป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดน้ำพุ ผู้คนนิยมเดินทางมาเพื่อชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ ทั้งหนุ่มสาว คนเฒ่าคนแก่ ที่ลงไปแล้วตัวสั่นหงึก ๆ หงัก ๆ กับความเย็นของน้ำจนเห็นได้ชัด อีกทั้งเด็กเล็กก็ร้องไห้ลั่นเพราะความเย็น ตรงนี้ฉันถ่ายรูปกับฝรั่งกลุ่มนึงสนุกมากไม่ยอมไปไหนกันเลย แถมมาก๊อปมุมถ่ายรูปฉันอีก แหม ฝรั่งก็ copy and paste เป็นเหมือนกันนะ ไม่ได้เก่งเฉพาะพี่ไทย เพื่อนที่ไม่ได้ถ่ายรูปก็ออกไปช้อปปิ้ง แม่ค้าที่นี่พูดไทยได้ด้วยว่า “ช่วยซื้อหน่อย ๆ สี่อันร้อยบ้าง หกอันร้อยบ้าง และตามด้วย อีบร้า” ตอนเดินออกจากร้านแล้วไม่ซื้อ เพราะไม่มีใครกล้าซื้ออะไรกลับมาเลย เข้าไปแล้วเหมือนโดนรุมเพราะเสียงแม่ค้าเรียกกันระงมจนไม่มีสมาธิ ฉันกลับนึกถึงตลาดดองบา ที่เมืองเว้ เวียตนามขึ้นมาทันที เพราะที่นั่นก็มีแม่ค้าพูดไทยได้หลายคน แต่พูดจาดีกว่านี้เยอะ กลับถึงอุบุดก็เย็นย่ำ พวกเราไปฉลองความบร้าโดยการไปดินเนอร์กันที่ Dian ตามที่ Mr.LP แนะนำมา


Writer & Photo by อะนิจัง @ Bali

Center of map
สนามบิน
สนามบิน
Basakih
Basakih
Batur Lake
Batur Lake
Tirta Empul
Tirta Empul
Gunung Kawi
Gunung Kawi
Ubud
Ubud

4 Comments

  1. Anijang says:

    ค่ำคืนฉันยืนอยู่เดียวดาย

  2. รูปกลับมาแล้ว

  3. ๋๋Jinnie says:

    ตามมาจาก facebook ค่ะ ชอบบรรยากาศที่บาหลีเหมือนกัน แต่คนนี่สิ เอิ่มม ไม่พูดถึงดีกว่า

    อ้อ! แล้วได้แวะไปหาด Nusa Dua ที่มีรร.เซอลาต้น (งงใช่มะ รร.เชอราตันไง แต่ออกสำเนียงอินโดฯ 555)หรือเปล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>