สายฝนโปรยปรายที่โรเทนบวร์ก โอบ แดร์ เทาเบอร์
ออกจากเนือร์นแบรกคุณตาก็ขับรถมุ่งตรงไปยังเมืองชิลลิ่งเฟริทซ์ (Schillings Fuerst) ซึ่งอยู่ในเขตของฟรังโกเนีย (Franconia) คืนนี้เราจะนอนที่เมืองนี้ ระหว่างทางท้องของพวกเราก็เริ่มส่งเสียงประท้วงด้วยความหิว สุดท้ายก็ได้แซนวิชที่คุณยายสั่งให้พวกเราทำเมื่อตอนเช้านั่นแหละประทังชีวิต
โรงแรมที่คุณตาจองไว้มีชื่อว่า ไดโพส (Die Post) ชื่อไดโพสได้มาเพราะว่าโรงแรมแห่งนี้เคยเป็นศูนย์รับจดหมายมาก่อนนั่นเอง โรงแรมนี้เป็นโรงแรมเล็กๆข้างๆโรงแรมจะมีหอนาฬิกา ส่วนภายในโรงแรมก็ตกแต่งแบบเรียบๆแต่ก็น่ารัก หลังจากเช็คอินเรียบร้อย คุณตาก็นัดเจอกันตรงห้องห้องโถงของโรงแรม เย็นนี้พวกเราจะไปทานข้าวกันในเมืองโรเทนบวร์ก อีกเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเหนือแม่น้ำเทาเบอร์บนเส้นทางสาย โรแมนติกแห่งแคว้นบาวาเรีย ขับรถไปประมาณสี่สิบห้านาทีคุณตาก็พาเรามาถึงเขตเมืองโรเทนบวร์ก
ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถฉันก็นึกว่าตัวเองหลงเข้ามายังสวนแอปเปิ้ล ก็รอบๆตัวมีแต่ต้นแอปเปิ้ล ผลของมันมีทั้งสีแดงและเขียวสลับกัน ต้นแต่ละต้นไม่ได้สูงมากนักเรียกได้ว่าสามารถยื่นมือขึ้นไปเก็บกินได้สบายๆ ความคิดชั่ววูบผ่านเข้ามาในสมอง “ขโมยไปกินสักลูกสองลูกคงจะดี” แต่คิดไปคิดมาถ้าเกิดว่าถูกจับถูกปรับมันก็คงจะไม่คุ้มที่จะต้องเอาอนาคตอัน สวยงามและอาจจะไม่สวยงามเท่าไหร่มาแลกกับผลแอปเปิ้ลเพียงหนึ่งลูก ท้ายที่สุดก็เลยตัดใจ
จากลานจอดรถในสวนแอปเปิลมองออกไปก็จะเห็นกำแพงเมืองอันใหญ่โตแข็งแรงที่ โอบล้อมตัวเมืองเมืองโรเทนบวร์กไว้ข้างใน ครั้นพอเดินเข้ามาในเขตกำแพงเมืองก็จะเห็นว่ามีบันไดที่สามารถเดินขึ้นไปบน กำแพงเมืองและมีทางเดินที่สามารถเดินเลาะรอบๆกำแพงเมืองได้ ฉันเข้าใจว่าในยุคสงครามพวกทหารคงใช้เพื่อตรวจตราและสอดส่องศัตรูที่จะเข้า มาโจมตี ส่วนปัจจุบันก็ให้ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวเดินสำรวจรอบๆเมืองและมองวิวตัว เมืองจากมุมสูง
เนื่องจากพวกเรามาถึงเมืองก็ประมาณห้าโมงกว่าเห็นจะได้ครั้นจะให้ใช้เวลา ในการเดินเลาะกำแพงเมืองก็คงจะไม่เข้าท่า พวกเราจึงตัดสินใจเดินตรงไปยังตลาดใจกลางเมือง แล้วก็ไม่ผิดหวังในตัวเมืองโรเทนบวร์ก ภายในเมืองประกอบไปด้วยถนนสายแคบๆที่สลับซับซ้อนและเรียงรายไปด้วยหมู่บ้าน เรือนหลังคาปูกระเบื้องสีแดง ตึกรามแบบกอธิคและเรอเนสซองส์
เดินมาได้สักพักก็เจอกับศาลาว่าการที่สร้างขึ้นตามแบบกอธิค ว่ากันว่าจุดชมเมืองที่ดีที่สุดก็คือหอคอยของศาลาว่าการนี่แหละแต่ฉันก็ไม่ มีโอกาสขึ้นไปพิสูจน์หรอกให้เห็นกับตาตัวเองหรอกเพราะว่ากว่าจะมาถึงนี่นี่ ก็ถึงเวลาปิดทำการไปเสียแล้ว ใกล้ๆกับศาลาว่าการจะมีอาคารราทส์แฮร์นทริงค์ชตูเบอร์ ซึ่งเป็นโรงอาหารของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเก่า บนหน้าจั่วแบบบาโร๊คจะมีนาฬิกาเทียบเวลาของเมืองติดอยู่ ซึ่งเป็นนาฬิกาแบบมีหน้าต่างปิดเปิดสองบานและที่สำคัญจะมีตุ๊กตานายพลทิลลี และนายกเทศมนตรีนุชออกมาปรากฏโฉมให้คนดูวันละเจ็ดครั้ง แต่เวลาที่ฉันไปถึงท่านทั้งสองคงจะหมดแรงสลบไปแล้วก็ได้เพราะยืนอยู่ตั้งนาน ก็ไม่เห็นท่านออกมาทักทายฉันกับเพื่อนๆเอาเสียเลย
เมืองนี้นอกจากจะน่ารักด้วยตัวของสถาปัตยกรรมแล้วยังน่ารักเพราะว่าคนที่ นี่เข้าใจตกแต่งบ้านเรือนของตัวเองด้วยโดยเฉพาะตรงหน้าต่างของบ้านเรือนส่วน ใหญ่จะประดับประดาไปด้วยดอกไม้สีสวยสดใส มองเสียจนเพลินไปเลย เมืองน่ารักอย่างนี้มีหรือวิญญาณนางแบบจะไม่เข้าสิง ฉันกับป้อมผลัดกันถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ส่วนสาวหมวยอย่างพี่เง็กรายนั้นขอตัวเดินเป็นเพื่อนคุณยายเดินชมเมืองอย่าง เดียว นอกจากจะมีดอกไม้ประดับบ้านหรือร้านค้าแล้วแล้วบางร้านยังปลูกต้นองุ่นให้ เถาของมันพันเรื้อยขึ้นไปตามประตูดูแล้วสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
อาการดี๊ด๊าจากการได้เห็นเมืองน่ารักๆเหมือนในนิยายยังไม่ทันจาง อาการเหมือนเด็กอยากได้ตุ๊กตาน่ารักๆก็เข้ามาแทรกแทนเมื่อฉันกับป้อมเดิน ผ่านร้านขายของเล่นที่ประดับตกแต่งไปด้วยตุ๊กตาหลากหลาย แต่ที่โดนใจสุดๆก็เห็นจะเป็นร้านขายตุ๊กตาหมี ที่ประดับประดาไปด้วยเจ้าตุ๊กตาหมีหลากหลายอิริยาบถและหลายขนาด จนฉันอยากจะหิ้วติดไม้ติดมือมาด้วยสักตัวโดยเฉพาะเจ้าหมีตัวโตที่ยืนทำ หน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับอยู่หน้าร้าน แต่ครั้นพอเห็นราคาแล้วฉันกับป้อมก็ต้องพากันล่าถอยออกมาอย่างไม่เป็นท่า ที่สุดคงทำได้แค่ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น
กำลังเพลิดเพลินกับการชมเมือง และตั้งใจถ้ามีเวลาจะไปปีนกำแพงดูเมืองจากมุมสูงเสียหน่อย ความคิดที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างก็มีอันต้องสะดุดลงอย่างกระทันหันเมื่อ อากาศของเมืองโรเทนบร์วกเริ่มมืดและเย็นขึ้นมาอย่างรวดเร็วและยังไม่ทันได้ ตั้งตัวและตั้งคำถามกับใครถึงความเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เกิดขึ้นอย่าง ปัจจุบันทันด่วน คำตอบก็ประจักษ์ขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ใครมาตอบเมื่อสายฝนตกลงมากระทบใบหน้า เท่านั้นแหละสมองก็เริ่มสั่งการให้ขาทั้งสองข้างวิ่งเพื่อหาที่หลบฝนทันที
พวกเราเดินลัดเลาะไปตามร้านค้าซึ่งนั่นก็ช่วยให้พวกเราเปียกน้อยที่สุด สายฝนถึงแม้ไม่ได้ตกหนักอย่างบ้าคลั่ง แต่กระนั้นคุณยายบอกว่าฝนที่นี่พอตกลงมาไม่ว่าจะตกน้อยหรือตกหนักก็จะทำให้ อากาศเย็นลงอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งอันนี้ฉันเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อแม้เพราะว่าอากาศมันเย็นลงจนฉันต้องใส่ เสื้อกันหนาวทับลงไปอีกหนึ่งตัว หลังจากเดินลัดเลาะตามร้านมาได้สักพักสองตายายจึงตกลงปลงใจพาเราเข้าไปหลบฝน ที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะฉันหยิบโบว์ชัวร์หน้าร้านติดมือมาอันหนึ่งเผื่อ ไว้อ่านเล่นๆตอนรออาหาร พวกเราสั่งชาร้อนมาดื่มเพื่อดับหนาว สาวหมวยอย่างพี่เง็กทำหน้าที่ที่ตัวเองถนัดนักหนานั้นก็คือการสั่งอาหาร ส่วนฉันสั่งไม่เป็นมีหน้าที่กินอย่างเดียว ระหว่างที่พี่เง็กกับคนอื่นๆสนใจในเมนูอาหารแต่ฉันกลับสนใจสิ่งพิมพ์ที่หยิบ ติดมือมาจึงตั้งหน้าตั้งตาอ่าน อ่านไปอ่านมาก็ไม่เข้าใจเพราะไอ้ที่หยิบมาดันเป็นภาษาเยอรมัน แต่ถึงกระนั้นอาศัยความฉลาดและการคาดเดาฉัน (จริงๆแล้วเดาเอาจากรูปภาพเสียมากกว่า) ก็รู้ว่าเมืองนี้มีพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาและของเล่นตั้งอยู่นั่นเอง มาถึงตอนนี้ฉันจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมืองนี้ถึงได้มีแต่ร้านของเล่นและ ตุ๊กตาน่ารักๆตั้งอยู่มากมาย และอีกนั่นแหละรู้ไปก็เท่านั้นเพราะฉันกับพวกพ้องคงไม่มีบุญตาได้เห็นอีกตาม เคย
หลังจากจัดการกับอาหารตรงหน้าจนอิ่มหนำสำราญ สบายท้องสบายกระเป๋าเพราะเราไม่ต้องจ่าย มื้อนี้คุณตาเลี้ยงเหมือนเดิม นั่งให้อาหารย่อยสักพักพอเห็นว่าฝนเริ่มซา พวกเราก็พากันเดินออกจากร้านท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆเพื่อไปขึ้นรถที่ สวนแอปเปิ้ล
โรเทนบวร์กท่ามกลางสายฝนโปรยปรายพร้อมทั้งอากาศที่หนาวเหน็บนั้นทำให้ เมืองที่น่ารักแห่งนี้ดูเงียบเหงาอย่างบอกไม่ถูกในความรู้สึกของฉัน แต่ถึงกระนั้นในความเงียบเหงาก็ยังแฝงไปด้วยความลึกลับที่น่าสัมผัสและน่า ค้นหาอีกด้วยเช่นกัน ฉันก้าวเท้าออกจากกำแพงเมืองโรเทนบวร์กอย่างอ้อยอิ่ง เกิดความรู้สึกยังไม่อยากจากเมืองนี้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกเมื่อต้องหันหลังให้กับกำแพงเมือง
บางทีความรู้สึกประทับใจกับอะไรบางอย่างบางครั้งอาจไม่จำเป็นที่จะต้อง อาศัยระยะเวลาที่ยาวนานก็เป็นได้ เหมือนกับที่ฉันถึงแม้ว่าจะมีเวลาอันน้อยนิดที่ได้สัมผัสกับเมืองนี้แต่ฉัน ก็รู้สึกว่าฉันแอบหลงรักโรเทนบวร์กเข้าแล้วอย่างช่วยไม่ได้






