เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปหาแสงน้องที่บ้านซึ่งอยู่ใกล้ๆวัดจองคำ แต่แสงน้องบอกว่าจะพาเราไปทำบุญที่วัดเชียงยืน เพราะที่นี่เค้าจะแบ่งเขตกันทำบุญเพื่อจะได้กระจายทำบุญได้ทั่วทุกวัด ไม่ใช่ไปรุมทำวัดใดวัดหนึ่ง แต่อีกวัดไม่มีคนทำเลย (ก็ดีเหมือนกันเนอะ เมืองไทยนี่วัดไหนดังก็แห่กันไปซะล้นวัด) แสงน้องเตรียมของใส่ตะกร้า มีข้าวถ้วยเล็กๆ มีบิสกิตวางอยู่ 2 ชิ้น ดอกไม้ เทียน และธง เราแวะซื้อนมกล่องมาใส่บาตรด้วย
แสงน้องพาเราเข้าไปในโบสถ์ มีคนมาถีงกันเยอะแล้ว บางก็นั่งสมาธิอยู่ เราค่อยๆเดินเข้าไป นั่งกราบพระ และนำข้าวกับบิสกิต ไปใสในบาตรที่วางไว้หน้าพระพุทธรูป พร้อมนำธงไปปักไว้ในแจกันข้างๆ แล้วแสงน้องพาเราออกไปด้านนอกซึ้งมีหิ้งพระอยู่เพื่อให้จุดธุป เทียนไหว้พระ เทียนที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราอีกแล้ว ไส้เทียนเป็นสายสิญจน์เนื้อเทียนมีแค่บางๆ เลาไหว้พระก็นำนำไปลนไฟ แล้วกดให้ติดกับกระถางหน้าหิ้งพระ
เราเดินกลับเข้ามาถ่ายรูปกันอย่างเงียบที่สุด ไม่ให้รบกวนคนที่นั่งสมาธิอยู่ แล้วนำนมกล่องที่เตรียมมาว่าที่โต๊ะ ซึ่งตั้งไว้กลางโบสถ์ด้านหน้าพระพุทธรูป แสงน้องบอกว่าถ้าจะใส่บาตรพระสงฆ์ต้องมาใหม่ตอนสายๆ เราเดินกลับไปถ่ายรูปวัดจองคำ ระหว่างรอแสงน้องกลับไปเปลี่ยนผ้านุ่ง เป็นกางเกงยีนส์ จากนั้นก็เดินไปตลาด ผ่านอำเภอเก่า ซึ่งมีบ้านญาติของแสงน้องอยู่ด้านหลัง แสงน้องเล่าว่าเมื่อก่อนเคยมีคนไทยโดนจับ แล้วคุยกันไม่รู้เรื่อง เค้าก็มาตามแสงน้องให้ช่วยเป็นล่ามให้
เราแวะโทรศัพท์หาหลวงทิบ เลื่อนการเดินทางไปดอยเหมยเป็นวันพรุ่งนี้แทน แล้วมุ่งหน้าไปตลาด แวะร้านไทใหญ่กินข้าวฟืนอุ่น ชา กาแฟ และของทอดแบบพม่า จนอิ่มแปล้ ก็มาเดินดูข้าวของกัน ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยได้ (ห้านินทาเด็ดขาด) จนรู้สึกเหมือนเดินอยู่ตลาดเมืองไทย เราบอกว่าอยากแลกเงินเพิ่ม แสงน้องพาเราเดินไปแลกเงิน ซึ่งตั้งโต๊ะรับแลกยู่ในตลาด เห็นไปยืนทึ่งคนให้แลกด้วยนับเงินได้เร็วมากๆ เราไปเดินช้อปปิ้งกัน ฉันได้ผ้านุ่งมา 2 ผืน แล้วก็เสื้อไทใหญ่ (เหมือนที่จอย ศิริลักษณ์ใส่ ในเรื่องรักเดียวของเจนจิรา) แต่พี่จุ๊บกับพี่กายสิ แทบจะยกโหลกันมาทีเดียว
เราได้ซื้อสินค้าในราคาถูกเพราะมีแสงน้องเป็นคนซื้อให้ในราคาคนพื้นที่ ตลาดค่อนข้างใหญ่มีของขายมากมาย และอาทิตย์หน้าก็จะถึงวันเข้าพรรษาแล้วจึงมีพวกโคมไฟขายอยู่ทั่วตลาด เริ่มเมื่อยกันแล้วแต่แสงน้องบอกว่าเพิ่งได้ครึ่งตลาดเอง เลยว่าจะแวะมาใหม่วันพรุ่งนี้ เราเดินกลับที่พักเพื่ออาบน้ำอาบท่า แล้วออกไปเดินเที่ยวชมเมืองเชียงตุงกัน ใกล้เที่ยงแสงน้องพาเราแวะกินก๋วยเตี๋ยวผัดที่ร้านใต้ต้นไม้ พี่นพหันไปเห็นรูป ร.5 ที่ร้านข้างๆ ก็เดินไปดู ข้างในมีรูปในหลวงด้วย คุยกับพี่ชายเจ้าของร้านซึ่งเป็นคนไทใหญ่ บอกว่าเค้าเคยทำงานที่เมืองไทย
ออกจากร้านเราเดินมาถ่ายรูปรอบๆหนองตุง พี่จุ๊บอยากยืมผ้านุ่งมาใส่ชุดไทใหญ่ถ่ายรูป เราเลยเดินกลับไปที่บ้านแสงน้อง เราแวะเข้าไปนั่งพัก เข้าห้องน้ำกัน แสงน้องอยู่บ้านคนเดียวเพราะคนอื่นๆไปอยู่อีกบ้านหนึ่ง ในบ้านแสงน้องก็มีรูปในหลวง รวมถึงราชวงศ์ด้วย แสงน้องบอกว่ามีทุกบ้านแหละ นึกปลื้มอยู่ในใจคนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็รักในหลวงทั้งนั้น
เราตั้งใจจะแวะไปถ่ายรูปที่วัดจองคำ เพราะแสงน้องบอกว่ามีรูปพระเทพครั้งที่เคยเสด็จมาเชียงตุง แต่ด้วยทุกวันพระจะมีคนมานอนอยู่ในโบสถ์ เลยไม่ได้เข้าไปดู เลยเดินไปวัดอินซึ่งอยู่ใกล้ๆกับวัดจองคำ เราใส่ชุดไปใหญ่เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ โดยไม่แคร์สายตาของผู้คนที่มองมาด้วยความแปลกใจ จากวัดอินไม่รู้จะไปไหนต่อกันดี เลยว่าจะเดินรอบหนองตุง เดินย้อนกลับมาผ่านบ้านแสงน้อง แล้วเดินต่อไปยังหนองตุง
แสงน้องพาเราเดินชมบ้านเก่าสวยๆซึ่งบางหลังก็เป็นบ้านญาติน้องเค้า แวะถ่ายรูปที่โบสถ์ Baptis ซึ่งเค้ากำลังจะร้องเพลงกัน เราเดินอ้อมหนองตุง เริ่มรู้สึกหิวกันแล้ว พยายามมองหาของกินแต่ก็ไม่มีร้านข้าวเลย มองไปเห็นข้าวโพดคั่วเลยเดินไปซื้อมากินรองท้องไปก่อน เราเดินไปพระชี้นิ้ว ระหว่างทางผ่านCatholic Church หยุดถ่ายรูปกันอีกนิดหน่อย
มาถึงพระชี้นิ้ว มีร้านอาหารพม่า เราเดินตรงเข้าไปนั่งด้วยความหิว สั่งหมี่มากิน แต่พี่จุ๊บกับพี่กายเลือกที่จะกินมาม่าแทน คงเห็นหน้าตาแปลกๆเกรงว่าจะไม่อร่อย ระหว่างรออาหารเราเดินไปเข้าห้องน้ำที่วัด ซึ่งห้องน้ำไม่สะอาดแต่ก็ต้องทนเข้า เพราะไม่รู้จะไปหาที่ไหนได้ หลังจากอิ่มแล้วเราเดินมาที่พระชี้นิ้วกัน
ฉันชวนแสงน้องขึ้นไปกราบพระ แต่แสงน้องปฏิเสธ ฉันก็ไม่ได้ติดใจอะไรคิดว่าเค้าเป็นคนที่นี่คงมาบ่อยแล้ว ไหว้พระเสร็จก็เดินถ่ายรูปกัน ก่อนกลับมานั่งคุยกับแสงน้อง ซึ่งเล่าให้เราฟังว่าคนไทยที่นี่ไม่มีใครมาไหว้พระชี้นิ้วหรอก เพราะเค้าเชื่อกันว่า พระยืนชี้นิ้วลงไปที่เมืองเชียงตุงที่พม่าสร้างขึ้นพื่อบ่งว่าเมืองนี้จะต้องอยู่ภายใต้พม่า อะไรประมาณนี้ เราเพิ่งจะบางอ้อว่าทำไมน้องเค้าไม่ขึ้นไปกราบพระ ก็ที่ฉันได้ข้อมูลมาจากที่ต่างๆมันช่างตรงกันข้ามนี่นา บ้างว่าแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางศาสนา บ้างก็ว่าพระชี้นิ้วไปทางทิศใด ก็จะนำความเจริญไปสู่ทิศนั้น หรือว่าข้อมูลเหล่านั้นมาจากชาวพม่านะ
จากพระชี้นิ้ว เราเดินชมบ้านเก่า ซึ่งหลายหลังเป็นบ้านดิน 2 ชั้น เดินจนรูสึกว่าวันนี้เราเดินเยอะเกินไปมั๊ยนี่ เมื่อยเหลือเกิน แสงน้องพาเราเดินลัดสนามกีฬา ซึ่งกำลังมีแข่งฟุตบอลกันอยู่ มีคนดูอยู่ริมสนามเต็มไปหมด เราเดินกลับที่พัก แสงน้องขอตัวกลับไปอาบน้ำที่บ้านก่อน เรานัดกันอีกทีท ร้านอาหารจีนใกล้ๆที่พัก เจ้าของร้านเป็นคนจีน แต่ก็พูดไทยได้ อาหารไม่อร่อยเท่าไหร่ แสงน้องบอกว่าร้านนี้นักท่องเที่ยวชอบมาแวะกินกัน
เราแยกกันที่ร้านอาหารจีน กลับมาอาบน้ำพักผ่อน ระหว่างที่ฉันอาบน้ำ พี่นพกับพี่กายนั่งคุยกับคุณป้าเจ้าของที่พักเรื่องการเดินทาง คุณป้าบอกว่าญาตป้ามีรถบัสบริการ จากเชียงตุงไปท่าขี้เหล็ก รถออกทุกวันเวลา 9 โมง และ เที่ยง เป็นรถแอร์ คนละ 350 บาท นั่งสบายกว่า แถมถูกกว่าด้วย ถ้าจะไปป้าก็จะจัดการจองให้ ตกลงเรากลับรถบัสกันดีกว่า









บะหมี่ในรูปท่าทางน่าจะอร่อย….
ป.ล.
แสงน้อง : ชื่อ เพราะมาก
ตูดตุ๋ย : เขาหาว่าเป็นเกย์ 555
แล้วได้ไหว้พระหรือเปล่าเนี่ย..
ป.ล.
ใครๆ
กราบอย่างงดงามตามแบบฉบับหญิงไทยเลยค่ะพี่
ติดตามอ่าจนจบแล้ว ได้ข้อมูลบางอย่างมาเป็นประโยชน์ดี
เพราะว่าสงกรานต์จะเดินทางไปแล้วล่ะ อิอิ