เชียงตุง เยือนคนไทยในต่างแดน (ตอนจบ) | |
| by jeab |
วันนี้เราตื่นแต่เช้าเช่นเคยเพื่อไปตลาดกันเพราะพี่จุ๊บยังอยากได้ของเพิ่มอีกนิดหน่อย ฉันกับพี่นพเดินแยกไปดูทางด้านตลาดสด เราซื้อข้าวอุ่งมาลองชิมกันหนึ่งห่อ เม็ดข้าวใหญ่กว่าข้าวสวยบ้านเรา นึ่งแล้วห่อด้วยใบสัก เราเดินชมตลาดไปพลาง ถ่ายรูปไปพลาง ก่อนรีบกลับมากินอาหารเช้าที่คุณป้าเตรียมไว้ให้ มีกาแฟ ไข่ดาว ขนมปัง และแยม ทานไม่หมดก็เลยแพคขนมปังทาแยมไปกินระหว่างทางด้วย
หลวงทิบมารับเราตามเวลานัด เราขอให้พาเราไปถ่ายรูปที่ต้นไม้ใหญ่ก่อน แต่หลวงทิบบอกว่ามีทหารอยู่ขึ้นไปไม่ได้ จากนั้นก็ขอให้แวะที่ตลาดเพื่อซื้อข้างอุ่งเพิ่ม เพราะชิมแล้วอร่อยดีเหมือนกัน ว่าจะซื้อไปกินกับหมูปิ้ง แต่เดินหาร้านหมูปิ้งไม่เจอได้แต่ข้าวมาอีกหลายห่อ
เราเริ่มออกเดินทางสู่ดอยเหมย ซึ่งการจะขึ้นไปเที่ยวบยดอยเหมยต้องมีการแจ้งก่อน เพราะบางวันก็ไม่ให้ขึ้น ซึ่งหลวงทิบเป็นคนแจ้งให้แล้วก่อนมารับพวกเรา ถนนขึ้นไปบนดอยไม่ดีนัก ค่อนข้างแคบและชัน เราขอให้จอดรถเพื่อถ่ายรูปเป็นระยะแม้แดดจะแรงไปบ้าง แต่ทิวทัศน์ของท้องทุ่งนาก็ดึงดูดให้เราต้องลงไปจนได้ เราขึ้นมาจนถึงด่านทหารแต่ไม่มีใครอยู่ เราต้องจอดรอจนมีทหารมา ไม่สามารถเข้าไปได้ถ้าไม่ได้แจ้งก่อน
เราขึ้นไปเที่ยววัดซึ่งตั้งอยู่บนเขา เราสอบถามข้อมูลหลวงทิบ แต่ก็ไม่สามารถให้ข้อมูลเราได้เลย เราเดินชมวัด ถ่ายรูป และแวะเข้าห้องน้ำ แล้วนั่งรถต่อไปแวะถ่ายรูปสะพานไม้ข้ามน้ำ เราอยากข้ามไปดู แต่ก็บอกว่าไม่ได้(อีกแล้ว) เลยเข้าไปเป็นร้านค้า เราแวะกินก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ กับข้าวอุ่งที่ซื้อมาด้วย กินเสร็จเราออกเดินเล่นกันต่อ หลวงทิบทำท่าจะเร่ง แต่เราไม่สน เดินหนีขึ้นไปชมหมู่บ้านทางด้านบนกัน เจอร้านขายของ พี่ป้องถ่ายรูปแล้วเค้าเห็นเลยขอโหลดรูปเก็บไว้ เรานั่งคุยกันกับคุณลุง คุณป้าเจ้าของร้านขณะรอเค้าโหลดรูป
ฝนเริ่มตกลงมาจะกลับก็กลับไม่ได้เลยนั่งคุยกันอยู่เป็นชั่วโมงๆ จนฝนเริ่มซาจึงขอตัวกลับ เดินลงมาเจอม้าเดินกินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าเลยแวะถ่ายรูปอีกหน่อย เรากะว่าจะขึ้นไปชมโรงแรมเก่ากัน แต่หลวงทิบก็บอกว่าไม่ได้ (เราเริ่มเซ็งมากขึ้น) ก็เมื่อกี้พี่ที่ร้านเค้าเพิ่งบอกว่าขึ้นไปดูได้นี่นา เค้าคงเห็นว่าเราเริ่มเซ็งเลยเสนอว่าจะพาเราไปบ่อน้ำร้อน ทางเข้าขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ และมีน้ำขัง จนต้องลงไปช่วยดูด้วยกลัวรถจะติดหล่ม
ที่แช่น้ำร้อนจะสร้างเป็นห้องๆ มีทั้งห้องเดี่ยวและห้องรวม เราแยกกันคนละห้อง(ถูกกว่าห้องรวมด้วยสิ) คนเฝ้าหน้าตาน่ากลัว ไม่ยิ้มเอาซะเลย ตอนแรกนึกว่าเป็ฯคนพม่าก็พยายามจะพูดภาษาอังกฤษ ที่ไหนได้เป็นคนไทย แล้วก็ไม่ยอมพูดกะเราแต่แรก เราแช่น้ำร้อนกันแค่ประมาณ 15 นาทีด้วยกลัวจะเป็นลมซะก่อน กลับออกมาปากทางมีป้าย Welcome to Kengtung เราขอแวะถ่ายรูปหน่อย หลวงทิบยังยืนยันว่าพรุ่งนี้ค่อยถ่าย (เซ็งอีกรอบ) กลับก็กลับ เราขอให้เค้าไปส่งที่บ้านแสงน้อง ก่อนลงเราจ่ายเงินค่ารถ แต่หลวงทิบบอกว่าไว้จ่ายพรุ่งนี้ก็ได้ แต่เราบอกว่าจ่ายเลยดีกว่า (คงกลัวว่าพรุ่งนี้เราจะไม่กลับด้วย) ไม่ต้องกลัวเลยเพราะไม่กลับแน่นอน
เราเดินไปหาแสงน้องเพื่อชวนไปกินข้าวเย็นกัน แสงน้องแนะนำร้านร่มโพธิ์ทอง ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านโปรดของน้องเค้า และก็ไม่ผิดหวังอาหารอร่อย จานก็ใหญ่ แถมราคาก็ถูก ข้าวเปล่าที่นี่ให้เติมไม่อั้น ประมาณว่ากินได้ก็กินไป หลังจากอิ่มหนำสำราญจากอาหารเย็นมื้ออร่อย เราไปแวะร้านโรตี แถมชาร้อนอีกคนละแก้ว (นี่ขนาดอิ่มแล้วนะเนี่ย) เรานั่งคุยกันอย่างสนุกสนานอีกพักใหญ่จนเริ่มรู้สึกง่วงแล้วก็ร่ำลาแสงน้อง แยกย้ายกันกลับมาพักผ่อน ต้องเก็บของด้วยสิพรุ่งนี้เราต้องกลับกันแล้วนี่นา
วันรุ่งขึ้นเราตื่นมาอาบน้ำอาบท่า และเก็บสัมภาระมานั่งกินอาหารเช้าที่คุณป้าเตรียมไว้ให้ วันนี้ได้ไข่ดาวเพิ่มอีกคนละฟองเป็นของแถมก่อนกลับ หลังจากเติมพลังแล้วก็พร้อมออกเดินทาง คุณป้าเรียกรถสามล้อให้พร้อมบอกคนขับให้พาเราไปถ่ายรูปที่ต้นไม้ใหญ่ก่อน ซึ่งเป็นจุดที่มองลงมาเห็นวิวเมืองเชียงตุง ซึ่งจะมีทหารดูแลอยู่เป็นประจำ แต่ขึ้นมาได้ตลอด (โดนหลวงทิบหลอก เกือบอดมาแล้วไหมล่ะ) หลังถ่ายรูปเสร็จก็พาเราไปส่งที่ท่ารถ แต่เนื่องจากรถยังไม่ออก เรามองเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่ใต้ต้นไม่ใกล้ท่ารถ กินก๋วยเตี๋ยวรอดีกว่า สั่งเสร็จได้ก๋วยเตี๋ยวแล้ว เค้าเรียกว่ารถจะออกแล้ว รีบกินกันใหญ่ก่อนวิ่งไปขึ้นรถ รถขับมาเรื่อยๆผ่านป้าย Welcome to Kengtung แล้วนึกโมโหหลวงทิบ เพราะความขี้เกียจของเค้าทำให้เราอดถ่ายรูปจนได้
ผ่านมาจนถึงด่าน เค้าบอกให้คนพม่าลงไปตรวจ ส่วนคนไทยให้นั่งรอในรถ พี่ป้องเห็นทิวทัศน์ท้องทุ่งตรงข้างทางสวยดีเลยลงไปถ่ายรูป ด้วยเลนส์กล้องอันใหญ่โตสะดุดตามั๊ง ทหาร 4-5 คนเดินมาล้อมพี่ป้องถามว่าทำอะไร พี่ป้องต้องให้ดูว่าถ่ายรูปวิวเค้าเลยปล่อยกลับมา (ที่นี่ถ่ายรูปต้องระวังอย่างมาก ห้ามถ่ายรูปทหาร ตำรวจ ป้อมทหารก็ไม่ได้) ซักพักเด็กรถก็มาบอกให้เราลงเดินผ่านด่านไปแล้วให้รถขับรถมาหลังด่าน
เรานั่งรถมาจนถึงจุดพักรถ ก็ลงไปเดินเล่นกัน ดูร้านค้า เห็นมีรังต่อรังใหญ่วางมีคนยืนดูอยู่ก่อนหลายคน เราเลยเดินไปดูบ้าง ยังมีตัวอ่อนอยู่เลย เหมือนหนอนตัวใหญ่ๆ ลุงคนหนึ่งหยิบขึ้นตัวหนอนขึ้นมาแล้วบอกกินได้นะ พร้อมทำท่าเอาหนอนใส่ปากทำท่าเหมือนกินจริงๆ แต่ฉันมองไปเห็นหนอนยังอยู่ในมือแกที่แอบไว้ข้างตัว ฉันชี้ไปที่มือ แกหัวเราะใหญ่ว่าฉันตาไวนะเนี่ย เกือบโดนหลอกแล้วมั๊ยล่ะ
เรานั่งรถต่อไปถึงเมืองแพรกที่เราเคยแวะพักรถเมื่อตอนขามา เดินไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวร้านเดิมกัน จากนั้นเดินไปหาซื้อข้าวหลาม พี่นพอยากได้กลับไปเป็นของฝากให้เพื่อนๆได้ชิมด้วย แต่วันนี้เค้าไม่มาขาย กลับมาขึ้นรถด้วยความผิดหวังเล็กๆ ด้วยตั้งใจมาตั้งแต่เชียงตุงแล้ว เรามาถึงท่ารถตอนบ่าย 2 โมง 15 แล้วนั่งรถสองแถวต่อไปที่ด่านคนละ 20 บาท พี่กายแวะซื้อของฝากเพื่อนอีกเล็กน้อย ส่วนที่เหลือก็นั่งกินกาแฟรอกัน ก่อนมาผ่านด่านแลกบัตรประชาชนคืน แล้วนั่งรถสองแถวเพื่อไปขนส่งแม่สาย
รถสองแถวกำลังจะเลี้ยวเข้าขนส่ง รถแม่สาย – เชียงรายก็วิ่งออกมา พร้อมจอดรอ เรารีบลงจากสองแถวแล้ววิ่งจะไปขึ้นรถ แต่ด้วยเราเดินทางมาไกลยังไม่ได้เข้าห้องน้ำ เลยขอเข้าห้องน้ำก่อน เด็กรถให้เราวิ่งไปเข้าที่ร้านอาหาร เรานั่งรถเข้ามาที่ขนส่งเชียงรายเพื่อเจอพี่หญิง พี่สาวใจดีที่ฉันเคยพบหลายครั้งในที่ชุมนุม พี่หญิงพาเราไปอาบน้ำ ล้างหน้าล้างตาที่บ้าน แล้วพาไปเลี้ยงข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบ่อกุ้งจนอิ่มแปล้
หลังจากอิ่มแล้วพี่หญิงขับรถพาเราไปเดินย่อยอาหารที่ night plaza ซึ่งตั้งร้านอยู่รอบๆขนส่งนั่นเอง เราเดินช้อปปิ้งกันอีกพักหนึ่ง แม้จะยังไม่หนำใจแต่ก็ต้องกลับแล้ว ไม่อย่างนั้นอาจจะตกเครื่องได้ พี่หญิงขับพาเรามาส่งที่สนามบิน เรากล่าวขอบคุณและร่ำลาพี่หญิงแล้วเข้ามา check in รอขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ ทริปนี้รู้สึกยังเที่ยวไม่ทั่วเลย คงต้องหาเวลากลับไปเยือนเชียงตุงกันอีกครั้งให้ได้








ลูกเขียวๆ บนพื้น นี่ คุ้นๆ…
ลูกไอ้นั่นเค้าเรียกกันว่า “ฟักแม้ว” เขียนเป็นภาษาไทยนะครับ
และแล้วก็จบทริปการเดินทาง
Leave your response!
Photo Blog
More Photos
Tags
Pages
Meta
Recent Posts
Archives
Most Commented
Recent Comments