มิวนิค ปราก เวียนนา ที่ไหนนะโรแมนติก | |
| by Mar31 |
“พี่ปีนี้เราไปเยี่ยมสองตายายที่เยอรมันกันไหม” ฉันเอ่ยชวนสาวหมวยอย่างพี่เง๊กไปเยี่ยมเจ้านายเก่าที่เกษียนแล้วกลับไปอยู่บ้านเกิดที่มิวนิค
“ไปสิ ชวนป้อมไปด้วย” ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ ฉันจัดการโทรไปชวนป้อมอีกคนหนึ่ง ป้อมตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดอีกคน แต่ละคนช่างใจง่ายอะไรกันอย่างนี้ หลังจากได้สมาชิกครบ แผนการเยี่ยมเยียนสองตายายบวกกับแผนเยือนเมืองอื่นที่อยู่ไกล้มิวนิคๆก็ถูกร่างขึ้นมาอย่างเมามันโดยมีคนร่วมด้วยช่วยกันคิดกันหลายคน เพื่อนบางคนบอกให้ไป เยอรมัน-อิตาลี-สวิส บางคนก็บอกให้ไปฝรั่งเศส ถกเถียงกันหลายตลบจนพวกเราต้องงัดเอาแผนที่ยุโรปขึ้นมากาง สุดท้ายสรุปกันที่ มิวนิค-ปราก-เวียนนา ซึ่งเห็นจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสมเป็นที่สุด
ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดก็คือการไปขออนุญาตลาพักร้อนกับเจ้านาย จะได้ไปหรือไม่ได้ไปก็ขึ้นกับคนนี้คนเดียว เดินใจตุ้มๆต่อมๆไปขออนุญาตด้วยความเกรงใจและด้วยความหวาดเสียวว่าเจ้านายจะไม่อนุญาตเพราะเดือนกันยายนเดือนที่พวกเราตั้งใจจะออกเดินทางเป็นเดือนปิดบัญชีประจำปีของบริษัทและก็มีกฎเหล็กอยู่ว่า ห้ามขาด ห้ามลา และก็ห้ามตาย (สยองไหมล่ะ) สำหรับพนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับตัวเลข สุดท้ายด้วยเหตุผลบวกกับการยกแม่น้ำเกือบสิบสายขึ้นมาประกอบกันในที่สุดเจ้านายก็ใจอ่อนยอมให้ลา (อย่างเสียไม่ได้) เล่นเอาฉันแอบถอนหายใจอย่างโล่ง อก
สิ่งที่วุ่นวายที่สุดก่อนทริปจะเกิดขึ้นเห็นจะหนีไม่พ้นกับการหาตั๋วเครื่องบินที่ราคารับได้และก็ดี จากเดิมเอเย่นต์เสนอสายการบิน Etihad สนนราคาที่ประมาณ 33,000 บาท แต่มีข้อแม้ว่าต้องออกตั๋วก่อนเดินทางประมาณหนึ่งเดือนล่วงหน้า เอาละสิวีซ่าก็ยังไม่ได้ ขืนออกตั๋วไปแล้ววีซ่าไม่ผ่านก็เป็นอันจบกัน สุดท้ายยื้อไปยื้อมาจนวีซ่าผ่าน แต่ตั๋วดันขึ้นราคาเป็น 44,000 บาท ทำเอาคนรวยอย่างพวกเราแทบกระอักเลือดแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นได เพราะสายการบินอื่นก็แพงเสียจนคิดว่าถ้าเลือกใช้บริการสงสัยคงจะหมดตัวก่อนเดินทางแน่นอน
และแล้วช่วงเวลาของการเดินทางก็มาถึง เราเดินทางด้วยสายการบิน Etihad เที่ยวหนึ่งทุ่มสี่สิบห้านาที จากกรุงเทพและไปต่อเครื่องที่อะบูดาบี้ เราได้ที่นั่งที่ถือว่าดีมากเหยียดขาได้สบาย พวกเราจึงคิดว่าการเดินทางเที่ยวนี้คงหลับได้สบาย แต่ว่าโชคไม่ยอมเข้าข้างพวกเราเมื่อมีเด็กชาวอาหรับสองคนกับแม่มานั่งข้างหลังพวกเรา ลำพังแต่แม่ก็คงจะไม่มีอะไรแต่ลูกชายกับลูกสาวของเธอนี่น่ะสิ เล่นเอาความสุขที่พวกเราคาดหวังไว้ต้องสูญสลายไปในพริบตา เด็กสองคนไม่รู้ไปกินยาบ้ามาจากใหนถึงไม่ได้คึกอยู่ตลอดเวลา คึกไม่เท่าไหร่แต่มาคอยถีบเบาะที่พวกเรานั่งอยู่ตลอดเวลานี่สิเป็นเรื่องที่น่าโมโหที่สุด ไอ้เรื่องรักเด็กนี่ก็รักอยู่แต่เจอเด็กแสบแบบนี้ฉันกับเพื่อนก็ไม่ไหวเหมือนกัน หลายครั้งที่ฉันกับเพื่อนหันไปบอกว่าอย่าถีบเบาะแต่ก็ไม่ได้ผล ส่งสายตาพิฆาตก็แล้วก็เฉย ส่วนคนเป็นแม่ก็นิ่งเฉยไม่ยอมดุลูกเอาเสียเลย ความอดทนที่มีเกือบสิ้นสุด ถ้าถึงอะบูดาบี้ช้ากว่านี้นิดนึง ไม่ฉันก็เพื่อนคนใดคนหนึ่งต้องได้เป็นฆาตกรข้ามชาติกันสักคนแน่ๆเชื่อสิ
สนามบินอะบูดาบี้
เฮ้อในที่สุดก็ถึงอะบูดาบี้ ส่งเด็กแสบกลับบ้านเสียที ภาวนาขอให้จากอะบูดาบี้ไปเยอรมันอย่าได้พบพานกับเด็กอีกเลยสาธุ ก่อนลงเครื่องเจ้าเด็กแสบสองคนอุตส่าห์มีน้ำใจชวนให้พวกเราเที่ยวที่อะบูดาบี้และชวนไปพักที่บ้าน พวกเราสั่นหัวปฎิเสธเป็นพัลวันแค่นี้ก็จุกจนล้นคอหอยแล้วน้อง ขืนเจอกันต่อไปมีหวังได้อ๊วก
สนามบินอะบูดาบี้เป็นสนามบินไม่ใหญ่มาก ฉันสังเกตุได้จากตอนเดินเข้ามาในสนามบิน จะมีพี่แขกอาหรับนอนทอดกายเหยียดยาวหลับอย่างมีความสุขอยู่ตามทางเดิน นอนเรียงรายกันเป็นทิวแถวแบบไม่สนใจประชาชีที่เดินเข้ามา ฉันแอบงงบวกตกใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพนี้ ที่สนามบิน ที่แรกคิดว่าตัวเองถูกมาปล่อยที่สถานีขนส่งแทนสนามบินเสียอีกแต่พอหันไปหันมาถึงได้รู้ว่านี่แหละสนามบินของจริง พวกเรานั่งถ่างตาอยู่ที่อะบูดาบี้เกือบชั่วโมงถึงได้เวลาขึ้นเครื่องต่อไปยังมิวนิค
วันสบายๆในมิวนิค
หกโมงสี่สิบ เครื่องบินก็ร่อนลงแตะพื้นรันเวย์ของสนามบินนานาชาติฟรานซ์ โจเซฟ สเตราร์ ในมิวนิคอย่างปลอดภัย พวกเราสามสาวผ่านขบวนการตรวจคนเข้าเมืองไปอย่างไม่มีปัญหาไม่เหมือนกับแขกอาหรับก่อนหน้านั้นที่ถูกเจ้าหน้าที่ซักฟอกเสียจนสะอาดก่อนจะปล่อยตัวเข้าไป สองตายายมารับพวกเราที่สนามบินอย่างที่นัดแนะกันไว้ พวกเราจึงสบายไม่ต้องดิ้นรนนั่งรถไฟฟ้าเข้าเมืองเอง พวกเรากอดสองตายายเป็นการทักทายตามธรรมเนียมของชาวต่างชาติ แต่จริงๆแล้วแอบกระซิบว่าว่าฉันชอบการทักทายแบบนี้มากด้วยเพราะมันอบอุ่นและสัมผัสได้ถึงความรักและคิดถึงที่มีให้กันและกันได้เป็นอย่างดีที่สุด
อากาศเช้าที่มิวนิคเย็นสบายได้ใจคนเมืองร้อนอย่างฉันเสียจริงๆ ก่อนขึ้นรถฉันอดไม่ได้ที่จะสูดอากาศเย็นสบายเข้าไปจนฉ่ำปอด บ้านสองตายายอยู่ในมิวนิคสามารถนั่งรถเมล์และต่อรถไฟฟ้าเข้าไปยังตัวเมืองได้สบายสำหรับคนคุ้นทางแต่สำหรับฉันแม้ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่มาพักบ้านสองตายายแต่นั่นก็ไม่สามารถช่วยให้ความชำนาญในเรื่องเส้นทางของฉันดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว บอกได้ว่าถ้าให้ไปกลับคนเดียวก็คงหลงตามปกติ บ้านตายายเป็นบ้านสองชั้น ข้างล่างเป็นห้องรับแขกกับห้องครัว ข้างบนเป็นห้องนอนสามห้องและห้องน้ำหนึ่งห้อง ส่วนห้องใต้ดินเป็นห้องทำงานของคุณตา ฉันนอนคนเดียวหนึ่งห้อง ส่วนสาวหมวยอย่างพี่เง๊กกับป้อมนอนด้วยกันอีกหนึ่งห้อง

ระหว่างทางเดินไปดูโบสถ์หัวหอม
โยนกระเป๋าล้างหน้า อาบน้ำเสร็จก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงกันให้เสียเวลาพวกเราก็พร้อมเต็มที่สำหรับการตะลุยมิวนิค คุณตาขับรถมาส่งพวกเรากับคุณยายที่สถานีรถไฟใต้ดิน Michaelibad ซึ่งอยู่ไกล้บ้านที่สุด ส่วนตัวคุณตานั้นไม่ได้ไปด้วยเพราะมีภาระหน้าที่สำคัญนั่นก็คือหาข้อมูลเพื่อพาพวกเราไปเที่ยวในวันพรุ่งนี้นั่นเอง นั่งรถไฟฟ้ามาไม่กี่อึดใจพวกเราก็มาโผล่เอาตรงใจกลางจตุรัสสตาคุศ (คาร์ลพลัทซ์) เราเดินตัดผ่านมาจนถึงจัตุรัสโอเดนออนส์ ตรงบริเวณนี้เป็นสถานที่ซึ่งกองทัพเยอรมันใช้ฉลองในวันประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยครั้งนั้นมีฮิตเลอร์ซึ่งตอนนั้นเป็นแค่นายทหารร่วมรบอยู่ด้วย และก็สถานที่นี้เช่นกันที่ฮิตเลอร์ถูกจับกุมในข้อหากบฏขั้นร้ายแรงและนั่นก็ทำให้เขาก็หมดสิ้นอิสรภาพในทันที พอเอ่ยถึงฮิตเลอร์ฉันก็นึกกลิ่นอายของความโหดร้ายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ คนอะไรสั่งฆ่าคนเหมือนเป็นผักเป็นปลา นึกๆแล้วก็อดสงสารชาวยิวที่ถูกฮิตเลอร์สั่งฆ่าขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้อารมณ์ชื่นมื่นก็เริ่มมัวหมอง ทำตัวหมองเศร้าได้ไม่กี่วินาที ก็ได้ยินเสียงเรียกของป้อมตะโกนเรียกให้ไปเป็นตากล้องให้หน่อย ฉันก็เลยต้องรีบสลัดอารมณ์ห่อเหี่ยวทิ้งแล้วสวมวิญญาณช่างภาพและก็นางแบบเข้ามาแทนที่ทันที เดินผ่านพิพิธภัณฑ์เรสสิเดนซ์ แต่ตัดใจไม่เข้าไปดูเพราะไม่มีเวลามากพอ จุดหมายปลายทางที่ชัดเจนของเราคือโบสถ์หัวหอมคู่(Frauenkirche) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองมิวนิค
พวกเราเดินลัดเลาะเข้ามาตามซอยได้สักพักใหญ่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าโบสถ์หัวหอมซึ่งตัวอาคารเป็นสีแดงไม่ยักกะเขียวเหมือนส่วนโดมอย่างที่ฉันคิดไว้ ศิลปะแบบนี้น่าจะเป็นศิลปะแบบกอธิคตอนปลายเพราะมันราบเรียบ ไร้ความเลิศหรูแต่ก็ดูน่ามองประมาณนั้นในความคิดของฉัน สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ศิลปะอย่างที่ฉันบอกแต่ว่ามันคือรอยเท้าซาตานที่ประทับไว้ในโบสถ์แห่งนี้ต่างหากที่ฉันอยากเห็น พอย่างเท้าเข้าไปในโบสถ์ ฉันก็แทบไม่ต้องเสียเวลามองหาว่ารอยเท้าที่ว่านั่นอยู่ที่ไหน เพียงแต่เห็นนักท่องเที่ยวมะรุมมะตุ้มอยู่ตรงข้างหน้าฉันก็พอจะเดาได้เลยว่ามันต้องอยู่ที่นั่นแน่นอนพันเปอร์เซ็นต์ ฉันกับพวกรีบก้าวเท้าไปยังจุดนั้นทันที ฉันอาศัยร่างกายที่เล็กกว่าคนอื่นมุดแทรกกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้าไปเพื่อยลโฉมรอยเท้าซาตาน อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะแตกต่างจากรอยเท้าคนหรือเปล่า

รอยเท้าซาตาน
รอยเท้าซาตานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นรอยเท้าขนาดใหญ่เพียงข้างเดียว ฉันพยายามเพ่งมองความแปลกของรอยเท้าที่ว่า เอียงซ้ายดูก็แล้ว เอียงขวาดูก็แล้วมันก็ไม่เห็นจะมีอะไรแปลก นอกเสียจากรอยเท้าที่ใหญ่กว่าคนปกติ และมีข้างเดียว ฉันแอบคิดอะไรแผลงๆอยู่คนเดียวว่าจริงๆแล้วซาตานคงจะมีสองเท้าเหมือนกับคนอย่างเรานี่แหละแต่ซาตานที่มาประทับรอยไว้ที่โบสถ์นี้อาจจะพิการเหลือขาข้างเดียวก็เป็นได้ ผละจากรอยเท้าฉันก็หันไปชื่นชมศิลปะภายในโบสถ์ก่อนจะชักชวนก๊วนแก๊งขึ้นไปบนยอดโดมเพื่อดูวิวเมืองมิวนิค คุณยายปล่อยให้พวกเราขึ้นไปกันเองส่วนคุณยายขอนั่งรออยู่ตรงน้ำพุไกล้ๆโบสถ์ พวกเราจ่ายเงินค่าเข้าไปคนละประมาณ 5 ยูโรเห็นจะได้ พอปีนขึ้นบันไดไปได้สักพักก็ต้องไปต่อลิฟท์ที่ทางโบสถ์จัดไว้ให้ ขืนไม่มีลิฟท์นี่คงได้แค่แหงนคอตั้งบ่าดูแต่ยอดโดมอยู่ข้างล่างแน่นอน

บนยอดโดมสามารถมองเห็นเมืองมิวนิคได้ไกลสุดลูกหูลูกตา
บนยอดโดมสามารถมองเห็นเมืองมิวนิคได้ไกลสุดลูกหูลูกตา หลังคาสีแดงของตัวอาคารทำให้มิวนิคในมุมสูงนี้มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ถ่ายภาพและนั่งกินบรรยากาศกันจนหนำใจได้ที่ ฉันกับป้อมก็พากันมาหาซื้อโปสการ์ดเก็บไว้เป็นที่ระลึก ส่วนพี่เง๊กได้ถุงผ้าติดไม้ติดมือไปเป็นที่ระลึกแทน

ศาลาว่าการ
ถึงจะนั่งกินบรรยากาศบนยอดโดมมาจนหนำใจแต่ท้องของพวกเราก็ไม่ยอมอิ่มตาม ลงมาถึงข้างล่างอาการหิวก็กำเริบ เลยต้องพากันไปหาอะไรใส่ท้องกันเสียหน่อย ขณะที่กำลังเดินตัดผ่านจตุรัสมาเรียนพลาตซ์เพื่อมุ่งหน้าไปยังตลาดวิคทัวเลียน ฉันอดไม่ได้ที่จะแหงนขึ้นไปมองตรงหอคอยศาลาว่าการที่มีตุ๊กตายืนอยู่ ตุ๊กตาจะโผล่ออกมาเต้นระบำให้ชมในเวลา 11.00 น. ของทุกวัน และฉันก็พลาดอีกตามเคยมามิวนิคสองครั้งก็อดดูมันทั้งสองครั้งสงสัยไม่มีบุญ ฉันคิดแบบปลงๆและก็รีบสาวเท้าให้ทันหมู่คณะ ที่กำลังเดินฉับๆอยู่ข้างหน้า

ตลาดวิคทัวเลียน
ตลาดวิคทัวเลียน เป็นตลาดกลางแจ้งใจกลางเมืองขนาดใหญ่ เสน่ห์ของตลาดแห่งนี้เห็นทีจะเป็นเพราะมีของขายมากมายหลายหลากให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ผักสด ดอกไม้แห้ง งานฝีมือ อื่นๆสารพัด และที่สำคัญคือไส้กรอก มีให้ชิมทุกร้าน หากหิวจัดและไม่มีเงินฉันขอแนะนำให้ตระเวนชิมไส้กรอกแถวตลาดนี่แหละรับรองอิ่มแน่ๆ ขณะที่กำลังเดินชมตลาดกันเพลินๆ คุณยายดันไปหยิบตุ๊กตางานฝีมือขึ้นมาดู ทำอีท่าไหนก็ไม่รู้จมูกตุ๊กตาดันหลุด ที่นี้หล่ะป้าผอมทองเจ้าของร้านซึ่งจับจ้องพวกเราตั้งแต่ย่างกายเข้าไปในซุ้มของแกก็ตวาดออกมาเป็นภาษาเยอรมัน ถึงจะแปลไม่ออกแต่รู้ว่าคงด่านั่นแหละ คณะของพวกเราไม่สนใจรีบวางตุ๊กตาแล้วก็รีบเผ่นแน่บออกจากซุ้มของแกทันที แหมก็งานมันไม่ดีเองนี่นาโทษกันได้ไงจริงไหม
หลังจากถูกด่าจนกระเพาะอาหารเริ่มประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง สุดท้ายเลยพากันมานั่งตรงร้านอาหารไทย รสชาติก็งั้นๆแต่ราคานี่น่ะสิไม่งั้นๆตามรสชาติเอาเสียเลย แต่โชคดีที่ไม่ต้องจ่ายเองเพราะมื้อนี้คุณยายเลี้ยง เมื่อท้องอิ่มพลังก็เพิ่มพวกเราก็พร้อมตะลุยกันต่อ มาเมืองเบียร์ทั้งทีจะให้พลาดชมเบียร์ฮอลล์ใหญ่ๆอย่างโฮฟบรอยเฮ้าส์ได้ยังไงหล่ะจริงไหม

Beer hall
คุณยายพาเดินลัดเลาะจนไปถึงโรงเบียร์ มาถึงพวกเราก็ไม่สนใจใครหน้าใหนทั้งสิ้นพากันตรงรี่ไปถ่ายรูปคู่กับป้ายของโรงเบียร์ทันที ฉันมองเข้าไปในฮอลล์เห็นมีนักดื่มนั่งกันเกือบทุกโต๊ะ มองนาฬิกาข้อมือบอกเวลาว่าสามโมงกว่า เออนะคนที่นี่เขาดื่มกันแต่หัววันเลยจริงๆ พวกเราเดินเข้าไปในฮอลล์ไม่ได้จะไปดื่มอะไรกับเขาหรอกค่ะก็แค่เดินสำรวจและก็ถ่ายรูปเท่านั้นเอง เสียงดนตรีดังแว่วมาจากชั้นสองพวกเราเลยเดินตามเสียงเพลงขึ้นไปเหมือนต้องมนต์สะกด ชั้นสองเป็นฮอลล์ขนาดใหญ่ แต่วันนี้ไม่มีนักดื่มมานั่ง แต่สิ่งที่ฉันเห็นตรงหน้าก็ทำให้ฉันยิ้มออกมาทันทีเมื่อเห็นคุณตาคุณยายกลุ่มหนึ่งกำลังหัดเต้นลีลาสกันเป็นคู่ๆ น่ารักมากมาย พร้อมกันนั้นก็แอบคิดอิจฉาคุณตาคุณยายกลุ่มนั้นอยู่ลึกๆในใจ
ออกจากโรงเบียร์ก็ย้อนกลับมาตรงมาเรียนพลาตซ์อีกครั้งแล้วก็เดินทะลุจนไปหยุดอยู่ตรงหน้าโรงละครกูวีลีเย ซึ่งเป็นสไตล์รอคโกโกซึ่งว่ากันว่าข้างในโรงละครก็สวยไม่ใช่เล่น แต่เราไม่มีโอกาสได้เข้าไปเห็นข้างในให้เป็นบุญตาได้แต่มองอยู่ข้างนอกตาปริบๆ
คุณยายกลับบ้านไปแล้วแต่พวกเรายังไม่กลับเพราะว่าเรานัดเพื่อนสาวชาวฟิลิปปินส์ไว้ที่มาเรียนพลาตซ์ตอนห้าโมงครึ่ง ขณะนั่งหง่าวรอเพื่อนอยู่ตรงมาเรียนพลาตซ์ นาฬิกาตรงหอศาลากลางก็ดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงฮือฮาของคนรอบข้าง “ตุ๊กตาเต้นระบำ” เสียงป้อมดังขึ้น จนฉันหูผึ่งทันที
“จริงเหรอ มันเต้นสิบเอ็ดโมงนี่นามันจะเต้นอีกทำไมตอนนี้”
“นั่นไง” น้ำเสียงป้อมยังคงตื่นเต้น

หน้าโรงละครกูวีลีเย
ฉันแหงนหน้าขึ้นไปมองตรงหอคอย และก็ได้เห็นตุ๊กตาเต้นอย่างที่เคยอ่านในหนังสือเอาไว้ ฉันคงจะมีบุญแล้วหล่ะจู่ๆมันก็ออกมาเต้นให้ดู แต่ก็ออกจะผิดหวังอยู่ลึกๆนึกว่ามันจะขยับแข้งขยับขามากไปกว่านี้ที่ใหนได้มันแค่หมุนเปลี่ยนกันออกมาในท่าเดิมๆเท่านั้นเอง ใช่ว่าฉันจะผิดหวังคนเดียวแต่สองสาวร่วมก๊วนก็ออกอาการผิดหวังนิดหน่อยเช่นกัน
ห้าโมงนิดๆดาด้าเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ที่ย้ายถิ่นมาทำงานที่มิวนิคก็มาตามนัดหมาย พวกเรากอดกันเป็นการทักทายตามธรรมเนียม ถามสารทุกข์สุกดิบกันพอหอมปากหอมคอ ดาด้าก็พาเราเดินลัดเลาะออกไปจากจัตุรัสมาเรียนพลาตซ์
“ไปอิงลิชการ์เด้นท์กัน (English garden)” ดาด้าบอกจุดหมายปลายทางให้พวกเรารับรู้
เราเดินตามดาด้าไปได้สักพักใหญ่ๆ ในที่สุดก็มาโผล่เอาตรงสวนกว้างใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีซุกซ่อนอยู่ในตัวเมือง
“มองไปทางซ้ายมือสิ พวกเธอจะเห็นว่าตรงโน้นหน่ะมีแต่คนที่ไม่ใส่อะไรเลย นอนอาบแดดและก็เล่นกีฬาอยู่”
โดยที่ไม่ต้องให้ดาด้าย้ำรอบสอง พวกเราทั้งสามคนก็รีบหันไปในทิศทางที่เธอบอกทันที ไกลออกไปมีผู้คนไม่สวมเสื้อผ้าเลยสักชิ้นอย่างที่ดาด้าบอกจริงๆ ทั้งเด็กและก็ผู้ใหญ่ บ้างนอนอาบแดด บ้างเล่นกีฬา
“ดาด้า เธอเคยเข้าไปดูไกล้ๆไหม” พวกเราถามด้วยความสงสัย
ดาด้าสั่นศรีษะพลางย้อนถามพวกเราว่า “แล้วพวกเธออยากไปเห็นไกล้ๆไหมล่ะ”
ปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยงานนี้ สาวไทยอย่างพวกเราหรือจะกล้าเรื่องอย่างนี้อย่างมากก็เก่งแต่พูด

English garden
อิงลิชการ์เด้นท์เป็นสวนที่กว้างและร่มรื่นมากๆในสวนมีแม่น้ำไหลผ่าน สนามหญ้าสีเขียวน่านอนเล่นเป็นอย่างมาก ยามเย็นที่นี่จึงมีแต่ผู้คนมานั่งพักผ่อนรวมทั้งเล่นกีฬาและที่ขาดอย่างเสียไม่ได้ก็คือมาดื่มเบียร์ตรงลานเบียร์ภายในสวน ดาด้าพาพวกเราเดินเข้าไปข้างในเพื่อจะไปลานเบียร์ที่ติดอยู่กับสระน้ำ ระหว่างทางเราเจอจีจี้เพื่อนของป้อม สาวไทยที่แต่งงานกับหนุ่มเยอรมันและตามสามีมาอยู่ที่นี่ เธอใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางมาสมทบกับพวกเรา ฉันเลยถือโอกาสยืมจักรยานของเธอปั่นเล่นเสียหน่อย ปั่นไปปั่นมาถุงผ้าที่แขวนอยู่ดันหลุดเข้าไปในล้อจักรยานดีว่าเบรคเอาไว้ทันไม่อย่างนั้นฉันคงต้องลงไปนอนแอ้งแม้งให้ขายหน้าข้ามชาติกันอีกแน่ ลานเบียร์ที่พวกเราไปนั่งมีทั้งลานเปิดโล่งและก็ในร่ม พวกเราเลือกนั่งในที่โล่งติดกับสระน้ำ ที่นี่ไม่มีเด็กเสริ์ฟนักดื่มต้องบริการตัวเองทุกอย่าง พวกเราซื้อขาหมูเยอรมัน ขนมปัง สลัด และขาดไม่ได้คือเบียร์มานั่งกินลมชมวิว และก็ชมแดดที่บอกอย่างนี้เพราะว่าหกโมงกว่าแล้วดวงอาทิตย์ที่นี่ยังคงไม่เลิกงานยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำโอทีย่างขยันขันแข็ง พวกเรานั่งโม้นั่งเม้าท์กันได้สักพัก คอลิน่าเพื่อนของป้อมชาวเยอรมัน(ป้อมเขาเพื่อนเยอะ) ก็ตามมาสมทบอีกคนทำให้สมาชิกของกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็นหกคน
กลุ่มอื่นที่มาคงจะเน้นเบียร์แต่กลุ่มพวกเราดันเน้นกับแกล้ม ระหว่างนั่งรอให้ดวงตะวันลับขอบฟ้าฉันก็เคี้ยวกินขาหมูไปอย่างมีความสุข จนกระทั่งดวงตะวันเปล่งแสงสีทองส้มออกมาเพื่อเตรียมโบกมืออำลาท้องฟ้านั่นแหละฉันถึงได้ละจากขาหมูจานโปรด ปล่อยสายตาให้หยุดตรงแสงสีส้มที่กระทบลงมายังสายน้ำโดยมีเป็ดน้อยว่ายน้ำตรงไปยังลำแสงสีทองคล้ายอาลัยอาวรณ์เจ้าดวงตะวัน
จีจี้สาวเจ้าของจักรยานลาจากพวกเราไปหลังจากดวงตะวันลับลาจากขอบฟ้าได้ไม่นาน คงเหลืออีกห้าสาวที่นั่งโม้กันจนถึงสามทุ่มจึงมีมติเอกฉันท์ว่าควรจะกลับบ้านกันได้แล้ว ตกลงกันเสร็จก็พากันเดินออกมาจากลานเบียร์ ทันทีที่พ้นออกมาจากลานเบียร์โลกทั้งโลกก็ตกอยู่ในความมืดและก็ความเงียบ กลางคืนในสวนไม่มีแสงไฟนี่คือสิ่งที่ได้ยินจากปากเจ้าของถิ่นทั้งสองคนในเวลาต่อมา
“โอย ฉันก็ลืมไปว่ามันไม่มีไฟ” เสียงดาด้าโอดครวญ
ฉันพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้มองเห็นอะไรได้มาก
“ร้องเพลงกันดีกว่าจะได้ไม่เงียบ” ฉันเสนอความคิด และดูเหมือนว่าทุกคนจะเห็นด้วย เสียงเพลงของดาด้าดังขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศอันเงียบสงัด โดยมีพวกเราเป็นลูกคู่ร้องเต้นด้วยไปตลอดทางจนกระทั่งเจอแสงไฟสาดส่องเสียงเพลงจึงเงียบลงและตามมาด้วยเสียงถอนหายใจและเสียงหัวเราะประสานดังขึ้นมาแทน
คืนนี้มิวนิคได้เปลี่ยนความมืดอันน่ากลัวของฉันและเพื่อนๆให้กลายเป็นความอบอุ่นและอบอวลไปด้วยความรักแห่งมิตรภาพ….บางทีความมืดก็คงไม่น่ากลัวเสมอไปจริงๆนั่นแหละ
พวกเราแยกทางกันตรงสถานีรถไฟใต้ดิน ฉันและพวกพ้องพากันนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Michaelibad จากนั้นก็โทรศัพท์ไปบอกให้คุณตาขับรถมารับกลับบ้าน พวกเรานั่งหนาวอยู่ตรงสถานีรถไฟประมาณสิบห้านาที คุณตาก็มารับกลับบ้าน ระหว่างทางคุณตาเล่าถึงแผนการเที่ยวของวันพรุ่งนี้กับมะรืนนี้ให้ฟังคร่าวๆ คุณตาบอกว่าจะพาพวกเราไปเที่ยวทางตอนเหนือของมิวนิค เส้นทางที่จะไปเขาขนานนามกันว่าเส้นทางสายโรแมนติกแห่งแคว้นบาวาเรีย ทันทีที่ฟังคุณตาเล่าจบ ฉันก็ยิ้มให้กับตัวเองและสมองก็เริ่มคิดฝันถึงความโรแมนติกที่คิดว่าจะได้เจอในระหว่างการเดินทางคราวนี้ขึ้นมาอย่างเงียบๆ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะถนนสายโรแมนติก
















ระวังนายเข้ามาอ่าน ก็ตัวใครตัวมัน เห็นบอกว่าเผลอส่งเมล์ไปด้วยนิ ฮ่ะ ฮ่า
Leave your response!