บนถนนสายโรแมนติกแห่งแคว้นบาวาเรีย (Nuremberg เมืองแห่งสะพาน) | |
| by Mar31 |
เนือร์นแบร์ก(Nuremberg) เมืองแห่งสะพาน
เมื่อคืนหลังกลับมาจากอิงลิชการ์เด้นท์หลังจากอาบน้ำเสร็จฉันก็กระโดดขึ้นเตียงหลับสนิท เช้านี้กว่าฉันจะงัดตัวเองออกมาจากเตียงใด้ก็เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเอาการอยู่เหมือนกัน ฉันจำใจตื่นขึ้นมาพร้อมกับพาร่างอันไร้วิญญาณเข้าไปอาบน้ำ ครั้นพอโดนน้ำเย็นสาดเข้าไปเต็มหน้าเท่านั้นแหละวิญญาณรีบวิ่งเข้าร่างแทบไม่ทัน อาบน้ำเสร็จฉันก็รีบมาปลุกสองสาวให้ไปอาบต่อ ส่วนตัวเองก็ไปเก็บข้าวของเตรียมตัวเดินทางออกจากมิวนิคเมืองหลวงแห่งแคว้นบาวาเรีย วันนี้คุณตากับคุณยายจะพาพวกเราเดินทางไปตามเส้นทางสายโรแมนติกแห่งแค้วนบาวาเรีย เส้นทางที่ได้ชื่อว่ามีแต่เมืองน่ารักและโรแมนติกอยู่ตลอดเส้นทาง วันนี้แล้วสินะที่พวกฉันจะได้ไปสัมผัสกับความโรแมนติกที่นักท่องเที่ยวล่ำลือกันเสียที
สัมภาระต่างๆทุกยกไปใส่หลังรถพร้อมกับนม กล้วยและที่สำคัญคือแซนวิชที่คุณยายสั่งนักสั่งหนาก่อนออกจากบ้านว่า “Do not for get to make your own sandwich” เราสามคนก็เลยต้องลงมือทำขนมปังแซนวิชของตัวเองเอาไว้สำหรับเป็นอาหารกลางวัน
จุดหมายปลายทางแห่งแรกที่บนถนนสายโรแมนติกที่เราจะไปนั่นก็คือเมืองเนือร์นแบร์ก(Nuremberg) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของแคว้นบาวาเรียและยังเคยเป็นศูนย์ประชุมหลักของพรรคนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย เมืองเนือร์นแบร์กสามารถเดินทางจากมิวนิคโดยใช้บริการรถไฟฟ้า (S-Barn)ได้ แต่พวกเราไม่ได้เดินทางโดยรถไฟฟ้าเพราะคุณตาเป็นคนขับรถพาพวกเราไปนั่นเอง จากมิวนิคไปใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าคุณตาก็ขับรถมาจอดที่บ้านพี่สาวของคุณยายที่เนือร์นแบร์ก หลังจากนั้นพวกเราพร้อมด้วยพี่สาวและพี่เขยของคุณยาย ก็เดินทางโดยไฟฟ้า (S-Barn) แล้วก็ไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน (U-Barn) พวกเราลงรถไฟฟ้าที่สถานีรีฮอฟท์ (Rehhof) ซึ่งเป็นสถานีที่สามารถเดินเข้าไปเที่ยวชมเมืองเนือร์นแบร์กได้อย่างง่ายดาย
ทันทีที่โผล่หน้าออกมาจากสถานีรถไฟ เนือร์นแบร์กก็อวดโฉมตัวเองด้วยโบสถ์ลอเร้นซ์ (Lorenz church) ซึ่งเป็นศิลปะแบบกอธิค สืบสาวราวเรื่องจนรู้ว่าลอเร้นซ์เป็นโบสถ์หลักของเมืองนี้ และเคยเสียหายอย่างหนักจากสงครามโลกครั้งที่สอง และภายหลังได้รับการบูรณะจนสวยงามเหมือนเดิม ยอดโดมของโบสถ์นี้สูงเอาเรื่องชนิดที่พวกเราต้องต้องแหงนมองจนคอตั้งบ่ากันเลย ฉันรู้สึกว่าเมืองนี้เรียกความประทับใจจากฉันไปได้ได้ตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว
คุณตาบอกพวกเราว่ามาเมืองเนือร์นแบร์กทั้งทีทุกคนที่มาต้องไม่พลาดที่จะต้องไป สัมผัสวงแหวนแห่งเมืองเนือร์นแบร์ก เพราะเชื่อกันว่าใครได้สัมผัสและหมุนวงแหวนครบสามรอบคนๆนั้นจะโชคดี และจะได้กลับมาเยือนเมืองนี้อีกครั้ง ดังนั้นงานนี้เราสามคนจะพลาดโอกาสไม่ได้โดยเด็ดขาด จุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของการเที่ยววันนี้คงต้องเป็นวงแหวนแห่งเนือร์นแบร์ก อย่างไม่ต้องสงสัย ระหว่างทางที่จะเดินไปยังจุดหมาย หูฉันก็ไปสะดุดเข้ากับเสียงไวโอลีนอันแสนจะไพเราะของนักตนตรีสาวสี่คนบนถนน ที่ใช้ชื่อวงว่า NEVA สาวๆเขาข้ามฟากมาจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย) กันเลยทีเดียว เสียงไวโอลีนของพวกเธอทำเอาฉันเคลิ้มจนไม่อยากจะสาวเท้าก้าวต่อถ้าหากฉันไม่ได้ยินเสียงเรียกจากก๊วนแก๊งที่เรียกให้ไปเป็นช่างภาพโดยด่วน ฉันเลยต้องจำใจเดินผ่านสี่สาวไปหาพวกพ้องที่กำลังยืนรอถ่ายภาพอยู่
เสียงไวโอลินจากสี่สาวยังคงแว่วเข้าหู ทำให้อารมณ์ของฉันที่ชื่นมื่นอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นอีกเท่าตัว การเดินทางมาเยือนถนนสายโรแมนติกแห่งบาวาเรียไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ
ก่อนถึงวงแหวนแห่งเนือร์นแบร์กเราต้องผ่านตลาดคริสท์คินเดิล (Christkindlmarkt) ซึ่งเป็นตลาดกลางแจ้ง วันนี้มีร้านค้าค่อนข้างบางตา เท่าที่เห็นก็คงจะแผงขายดอกไม้ที่มีดอกไม้มากมายหลากหลายวางขายโดยเฉพาะดอกกุหลาบช่อโตหลากสีสัน สืบทราบมาว่าตลาดแห่งนี้จะคึกคักและก็มีของขายเยอะแยะก็ตอนช่วงคริสต์มาส ตรงบริเวณนี้จะมี The Frauenkirche (Church of Our Lady) จะเป็นโบสถ์เล็กๆแต่ก็ดูสวยงาม ไม่ห่างจากโบสถ์มากนักเราก็เจอวงแหวนแห่งเนือร์นแบร์ก (Nuremberg Ring) ที่เราค้นหา ฉันและพวกพ้องต่างพากันเดินตรงลิ่วไปหาวงแหวนที่ว่าทันทีซึ่งตอนนี้กำลังมีเด็กหญิงตัวน้อยสองคนปีนป่ายรั้วเพื่อที่จะได้สัมผัสกับวงแหวนดังกล่าวอยู่ วงแหวนจะติดอยู่กับรั้ว ส่วนภายในรั้วจะเป็นสิ่งก่อสร้างแหลมๆคล้ายๆยอดโดมของโบสถ์และรอบตรงบริเวณฐานๆก็จะเรียงรายไปด้วยเหล่านักบุญ หลังจากเด็กทั้งสองลงจากรั้วไปแล้วก็เป็นโอกาสของพวกเราสามคน พวกเราผลัดกันหมุนวงแหวนคนละสามรอบด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าสักวันพวกเราจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนเมืองนี้กันอีกสักครั้ง
เสร็จจากภารกิจอันสำคัญพวกเราก็พากันมุ่งตรงไปปราสาทเนือร์นแบร์ก ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินสูง จากข้างล่างมองไปก็จะเห็นหอคอยสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้าไกลๆ พอเดินเข้าไปในระยะใกล้ๆก็จะเจอกำแพงหินอันแข็งแกร่งที่โอบล้อมบริเวณปราสาทไว้ ครั้นพอย่างเท้าผ่านพ้นเข้าไปในบริเวณปราสาท ก็จะเจอจุดชมวิว ซึ่งจากตรงนี้ก็สามารถมองเห็นตัวเมืองโรเทนบวร์กในมุมกว้างๆได้
บริเวณปราสาทจะประกอบไปด้วยหอคอยสูง, Burgrave’s Castle และ Imperial’s Castle
หอคอยจะใช้สอดส่องดูแลความปลอดภัยของตัวปราสาท ส่วน Burgrave’s castle จะเป็นที่อยู่ของพวกข้าราชบริพานและเหล่าขุนนางและ Imperial’s Castle นั้นจะเป็นที่พำนักของกษัตริย์ ปราสาทแห่งนี้ไม่เปิดให้คนได้เข้าไปเยี่ยมชมภายใน ส่วนที่เปิดให้เข้าชมเห็นจะเป็นในส่วนของพิพิธภัณฑ์ แต่เท่าที่เห็นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พอใจที่จะเดินชมอยู่ข้างนอกรอบๆบริเวณตัวปราสาทเสียมากกว่า บริเวณรอบๆปราสาทจะถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้สีสดใส และไม้เลื้อยสีเขียวสบายตาที่ไต่เลื้อยไปตามผนังของปราสาทที่ก่อด้วยอิฐสีแดงตัดกันเสียจนมองเพลิน หากจะมองโดยรวมแล้วปราสาทแห่งนี้แม้จะไม่ดูหรูหราเหมือนปราสาททั่วๆไปแต่ฉันก็แอบให้คะแนนความน่ารักของปราสาทไปเต็มๆ
เดินลงมาจากปราสาทพวกเราก็ผ่านเขตเมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยบ้านสไตล์เนือร์นแบร์กๆซึ่งดูสวยงามจนเรียกเสียงกรี๊ดกราดจากก๊วนแก๊งได้อีกตามเคย และต้องมีอันหยุดชักภาพเก็บความประทับใจไว้จนเกือบทุกซอกทุกมุม
นอกจากจะมีบ้านสไตล์น่ารักๆให้เห็นแล้วก็ยังมีบ้านของจิตกรเอกอย่างอัลเบรชท์ ดือเรอร์ อยู่ด้วย เราไม่มีโอกาสได้เห็นรูปภาพของจริงของเขาที่ได้ห็นก็เป็นภาพที่คัดลอกมาอีกทีหนึ่ง และด้วยความรู้ทางศิลปะเท่าหางอึ่งฉันก็มองว่ารูปภาพของเขาดูมีชีวิตชีวาเหมือนจริงเอามากๆโดยเฉพาะรูปกระต่ายป่า
เดินมาจนถึงเขตเมืองเก่าพวกเราก็เดินข้ามสะพานไม้ซึ่งเป็นสะพานแขวน มองจากตรงนี้ไปจะเห็นว่าเมืองนี้มีสะพานอยู่ค่อนข้างเยอะมาก จากคำบอกเล่าคำว่า “NÜRN แปลว่าเมืองที่มีสะพานมากมาย” ดังนั้นเมืองนี้ถึงได้ชื่อว่า NÜRNBERG หรือ Nuremberg” ด้วยเหตุเพราะว่ามีสะพานเยอะนั่นเอง ผ่านพ้นจากสะพานแขวนเราก็เดินลัดเลาะไปตามแม่น้ำจนมาหยุดอยู่ตรงสะพานไม้เก่าโบราณอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีซื่อว่า Henker Haus ซึ่งมีประวัติอันน่าสนใจเลยทีเดียว สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเชื่อมไปสู่บ้านของเพรชฆาตคนดังของเมืองเนือร์นแบร์ก ที่ชื่อว่า Franz Schmidt
ข้ามจากสะพานไม้ดังกล่าวมาก็เป็นอันสิ้นสุดเส้นทางการเยื่ยมชมเมือง แต่ว่าเนือร์นแบร์กยังไม่ยอมทิ้งลายเมืองที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกแห่งแค้วนบาวาเรียไปเลยเสียทีเดียว แน่ล่ะฉันแอบเห็นว่าถังขยะของเมืองก็ยังอุตส่าห์วาดลายดอกไม้ไว้เสียสวยงาม ไม่แน่ใจว่าแค่วาดเล่นๆหรือจริงจัง แต่ที่แน่ๆฉันว่าฝีมือจิตรกรเข้าขั้นระดับเกือบมืออาชีพ
จากนั้นส่งท้ายด้วยการที่คุณตาพาพวกเราที่เห็นแล้วว่าพลังงานที่สะสมมาตั้งแต่เช้าได้มลายหายไปกับการเดินชมเมืองไปเสียแล้ว ไปเลี้ยงไอศครีมซึ่งเป็นไอศครีมของอิตาลี อยากจะบอกว่ามันช่างเป็นไอศครีมที่อร่อยเอามากๆ ไม่เคยทานไอศครีมที่ไหนอร่อยเท่านี่เลยสาบาน ฉันยังอดเสียดายแทนสาวหมวยอย่างพี่เง็กที่ปวดท้องเลยทำให้อดกินของอร่อยๆ
ก่อนขึ้นรถไฟกลับฉันหันหลังไปมองเนือร์นแบร์กอย่างอาลัยอาวรณ์ เมืองเล็กๆแห่งนี้โดยรวมแล้วน่ารักและสุดแสนจะโรแมนติกได้ใจฉันไปเต็มร้อยเลยนั่นแหละ ต้องขอบคุณรัฐบาลที่บูรณะเมืองนี้ให้สวยงามเสียจนแทบไม่เหลือหลักฐานไว้บ่งบอกถึงร่องรอยความเสียหายของเมืองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเอาไว้เลย สุดท้ายก็ได้แต่แอบหวังให้วงแหวนแห่งเนือร์นแบร์กช่วยสำแดงปาฏิหาริย์ให้พวกเราได้มีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมชมเมืองนี้กันอีกสักครั้ง แอบคิดในใจอย่างขำๆว่าถ้ามีโอกาสมาคราวหน้าจะพยายามหาหนุ่มๆติดไม้ติดมือมาด้วยสักคนเผื่อว่าจะช่วยสร้างบรรยากาศให้โรแมนติกขึ้นเป็นอีกร้อยๆเท่า



















Leave your response!