วันนี้ว่าจะตื่นสายๆ แต่พวกเด็ก(บ้า) ส่งเสียงดังกันแต่เช้า จนในที่สุดเราก็ต้องลุกขึ้นมา เมื่อคืนยิ่งนอนไม่หลับด้วยสิ เพราะพื้นตรงที่กางเต๊นท์เป็นที่ลาด นอนไปซักพักตัวก็จะค่อยๆไหลลงมา ทำเอาต้องตื่นอยู่บ่อยครั้ง หลังจากตื่นมาล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็เก็บข้าวเก็บของ แล้วออกมากินข้าวกันที่ร้านดวงใจ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยาน ก่อนออกไปชมลานหินแตกกัน เป็นลานหินขนาดกว้าง มีรอยแตกเป็นร่องเหมือนแผ่นดินแยก บางรอยก็มีขนาดแคบขนาดคนก้าวข้ามได้ บางรอยก็กว้างมาก สันนิษฐานกันว่ารอยหินแตกนี้น่าจะเกิดจากการโก่งตัว หรือเคลื่อนตัวของผิวโลก จึงทำให้พื้นหินนั้นแตกออกเป็นแนว
จากลานหินแตกเรามาแวะหาพี่พรทิพย์ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พูดคุยกันอีกสักพัก ก็ขอตัวกลับพร้อมถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก แล้วเดินทางไปชมลานหินปุ่ม ซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผาอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กิโลเมตร ลักษณะเป็นลานหินซึ่งมีหินผุดขึ้นมาเป็นปุ่มๆ ขนาดไล่เลี่ยกัน ซึ่งน่าจะเกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหิน ถัดจากลานหินปุ่มไปไม่ไกล เป็นผาชูธง เป็นหน้าผาสูงชัน สามารถเห็นทิวทัศน์ได้ในมุมกว้าง
หลังจากถ่ายรูปเสร็จเราก็เดินกลับกัน มีนักท่องเที่ยวทะยอยกันมาเยอะแล้ว ระหว่างทางเดินกลับเราช่วยกันเดินเก็บขยะ ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก หลอดกาแฟ กระป๋องน้ำอัดลม ขวดน้ำพลาสติก ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง เปลือกลูกอมต่างๆ มาคนละสิบกว่าชิ้น ยังนึกในใจว่าถือเข้าไปกินกันได้ แค่ถืออกมาทิ้งข้างนอกแค่นี้ไม่ได้เชียวหรือ ไม่ช่วยกันรักษาต่อไปคงสกปรกแย่เลย เดินมาจนถึงทางออก สวนทางกับนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินเข้าไป ในถือของกินเดินกินกันไปด้วย แล้วก็นึกสลดใจ…กินเสร็จเค้าก็คงโยนทิ้งข้างในแน่ๆเลย
ก่อนจะเดินทางกันต่อเราแวะซื้อข้าวโพดปิ้ง แล้วก็เลยตัดสินใจกินข้าวกันเลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องไปแวะหาร้านอาหารกันอีก แล้วเริ่มออกเดินทางกันประมาณบ่ายโมงครึ่ง รถขับผ่านโรงเรียนการเมืองการทหาร เห็นร้านขายของที่ระลึกอยู่ด้านหน้าแต่ก็ตัดสินใจไม่แวะดีกว่า มุ่งหน้าสู่ที่หมายถัดไป…ภูทับเบิก ด้วยกำลังซ่อมทางอยู่ทำให้ฝุ่นเยอะมาก เราขับผ่านหมู่บ้านม้ง แล้วแวะไปไหว้พระที่วัดป่าทับเบิก ขากลับเราแวะซื้อกับข้าวสำหรับไว้ทำอาหารสำหรับมื้อเย็น
เราเดินทางต่อไปภูทับเบิก ถึงภูทับเบิกบริเวณทางเข้ามีทีร้านขายของที่ระลึกตั้งเรียงรายกันอยู่ เราเดินเข้าไปด้านในมีเต็นท์ตั้งอยู่มากมาย เดินขึ้นไปด้านบนมองลงมาเห็นทิวทัศน์เบื้องล่าง ภูทับเบิกเป็นอีกที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวและผู้คนนิยมมาชมทะเลหมอกกัน เราเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศมาเรื่อย ๆ ก่อนจะลงมาหาซื้อมัน เพราะพี่นพอยากกินมันต้มขิง จากนั้นก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปยังอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เส้นช่วงแรกเป็นเส้นทางลงเขาที่คดเคี้ยวมาก มีโค้งติดๆกันหลายโค้งบ้างเป็นโค้งหักศอกที่ต้องขับด้วยความระมัดระวัง ฉันรู้สึกเวียนหัวจนต้องควานหายาดมมาดมแก้เวียนหัว ระหว่างทางก่อนถึงเขาค้อเราแวะซื้อของกันอีกนิดหน่อย
เราเดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงประมาณ 5 โมงครึ่ง เดิมที่เราตั้งใจจะไปนอนที่ทุ่งนางพญา แต่สอบถามเจ้าหน้าที่แล้วบอกว่าไม่มีห้องน้ำ เลยเปลี่ยนแผนหันมานอนที่บริเวณใกล้ที่ทำการอุทยานแทน เราขับรถวนหาที่กางเต็นท์แล้วเริ่มทำอาหารเย็นกินกัน มีเจ้าหน้าที่มาถามว่า “อยากจะนวดตัวมั้ย” เราเลยตัดสินใจว่าพออาบน้ำเสร็จแล้วนวดตัวซะหน่อยก็ดีเหมือนกัน เต่ากับพี่กายไม่นวดด้วย เลยต้องรับหน้าที่ทำมันต้มขิงไว้ให้พวกเรากินกันก่อนนอน หลังจากนวดเสร็จเราก็ออกมานั่งคุยกันที่หน้าเต็นท์พร้อมกับกินมันต้มขิงฝีมือแม่ครัวจำเป็นจนหมดหม้อ เลยตัดสินใจต้มอีกหม้อหนึ่ง หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปนอนตอนใกล้ 5 ทุ่ม ปล่อยให้เต่านั่งจิบยาดองกินบรรยากาศต่ออยู่คนเดียว
วันรุ่งขึ้นฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตี 5 เพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่อากาศที่หนาวเหน็บยามเช้า (ประมาณ10 องศา) ทำให้ต้องขอนอนทำใจต่ออีกสักพักก่อนตัดใจตื่นมาล้างหน้าล้างตา แล้วเตรียมอุปกรณ์สำหรับชงกาแฟและทำอาหารเช้าติดไปด้วย เราออกเดินทางไปที่จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น มีกลุ่มคนมาถึงก่อนหน้าแล้ว เรามาถึงไม่นาน พระอาทิตย์ดวงกลมโตสีแดงก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวพ้นทิวเขามาอวดโฉมให้พวกเราได้ชมความงามกัน ไม่เสียแรงจริงๆที่ต้องลุกจากถุงนอนฝ่าความหนาวเหน็บออกมา
ระหว่างนั้นพี่แหม่มแอบเห็นคุณป้าคนหนึ่งใส่เสื้อพันธมิตร เลยเดินเข้าไปทักทาย คุณป้ามาเที่ยวกับครอบครัว ลูกคุณป้าก็เตรียมอุปกรณ์มาชงกาแฟเหมือนกันแต่ลืมเอากาต้มน้ำมา เราเลยให้คุณป้ายืมพร้อมหาเก้าอี้พับมาให้ แล้วนั่งต้มกาแฟใกล้ ๆ กัน คุณป้ายังแบ่งขนมมาให้เรากิน หลังจากต้มกาแฟเสร็จก็เลยเอามันต้มขิงมาอุ่นกินคลายหนาว แต่ปรากฏว่าเหลือแต่น้ำกับขิง เพราะเต่ากินมันหมดแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้
ดื่มกาแฟและเก็บข้าวของเสร็จเราก็เดินทางต่อไปทุ่งนางพญา ขับรถขึ้นเนินแรกก็แทบจะถอดใจแล้ว แต่พี่นพไม่ยอมแพ้ให้พวกเราลงจากรถก่อน แล้วก็ขับขึ้นไปจนได้ แสงแดดรำไรยามเช้าที่ส่องทะลุผ่านใบสนลงมากระทบทุ่งหญ้าตลอดสองทาง มีดอกไม้เล็กๆขึ้นแซมอยู่เป็นระยะๆ ช่างสวยงามจับใจ อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเริ่มถอดเสื้อออกทีละตัวๆ
เรามาถึงทุ่งนางพญาประมาณ 8 โมงครึ่ง ก็หาที่ทางนั่งทำอาหารเช้ากัน โดยมีพี่แหม่มกับพี่กายเป็นแม่ครัว ส่วนคนอื่นๆก็คอยเป็นกำลังใจและเดินถ่ายรูปไปพลางๆ หลังอาหารเช้ากลางทุ่งหญ้าป่าสนเราเก็บอุปกรณ์เดินทางกลับมาที่ทำการอุทยานเพื่อเก็บข้าวของ อาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวเดินทางกลับกัน
เที่ยงกว่าๆ เราแวะกินขนมจีนกันแถวๆเขาค้อระหว่างทางกลับเราเห็นป้ายโฆษณาร้านกำนันจุลอยู่เป็นระยะๆ และยิ่งเห็นป้ายถี่ขึ้นเรื่อยๆเมื่อใกล้ถึงร้าน ดึงดูดกันซะขนาดนี้คงไม่แวะไม่ได้แล้ว ด้านหน้ามีรถจอดมากมาย ด้านในผู้คนก็เดินซื้อของกันเต็มร้าน พวกเราเลยได้ผลไม้ น้ำผลไม้ กับเยลลี่ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย หลังจากขับมาได้พักใหญ่ก็ให้รู้สึกง่วงนอนจนต้องแวะพักหากาแฟดื่มกันก่อน รถเริ่มเยอะมากแล้วเมื่อใกล้ถึงกรุงเทพ เราแวะกินข้าวเย็นกันอีกมื้อ ก่อนพี่นพจะแวะไปส่งทุกคนถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ







^__^