แรกเริ่มเดิมทีเรามีสมาชิกร่วมทริป 4 คน ฉัน พี่นพ พี่แหม่ม พี่กาย นัดกันว่าจะออกเดินทางกันตอนหัวค่ำของวันที่ 9 แต่เต่าบอกว่าถ้าออกดึกหน่อยก็จะไปด้วยได้เพราะต้องเคลียร์งานให้เสร็จก่อน พี่นพเกรงว่าจะขับรถไม่ไหว เลยเลื่อนเวลาออกเดินทางเป็นตอนเช้าแทน หลังจากแวะรับทุกคนจนมาถึงบ้านสุดท้ายคือบ้านพี่กายซึ่งเรานัดไว้ 7 โมงเช้า พร้อมจะรับรองเราด้วยโจ๊กเป็นอาหารเช้าก่อนออกเดินทาง มาถึงหน้าบ้านก็โทรหา 4-5 รอบไม่มีคนรับ กดกริ่งก็ไม่มีคนอยู่ ออกไปซื้อโจ๊กแหงๆเลย ในซอยบ้านพี่กายมีตลาดเช้า ร้านขายของมากมายผู้คนออกมาจับจ่ายกันคึกคัก เราเดินหาพี่กาย และหาของกินไปด้วย พี่นพเห็นพี่กายยืนอยู่ที่ร้านโจ๊ก ก็เดินเข้าไปหา ช่วยขายโจ๊กอยู่นี่เอง หลังจากได้โจ๊กก็แวะซื้อปาท่องโก๋ แล้วกลับไปกินโจ๊กแสนอร่อย ก่อนออกเดินทาง
ออกจากบ้านพี่กายก็มุ่งหน้าสู่ตลาดสามชุก แวะดื่มกาแฟโบราณที่ จากนั้นก็เดินชมตลาด ดูข้าวของไปเรื่อยๆ จนถึงพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ บ้านหลังนี้ลูกสาวท่านได้อนุญาตให้ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนทั่วไปได้เข้าชม โดยจะมียุวมัคคุเทศก์ พาเราชมพิพิธภัณฑ์ พร้อยอธิบายประวัติความเป็นมาให้ฟัง แม้จะไม่ละเอียดมากนัก แต่ก็เป็นกิจกรรมที่น่าส่งเสริมยิ่งนัก นอกจากเด็กๆจะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้ว ยังได้ซึมซับรับรู้เรื่องราวความเป็นมา และภูมิใจในท้องถิ่นของตนอีกด้วย
เราเดินชมตลาดกันจนทั่วแล้วก็เดินตรงมาร้านข้าวห่อใบบัว ตั้งใจว่าจะแวะชิม แต่ดูเวลาแล้วใกล้จะเที่ยง กินข้าวเที่ยงเลยแล้วกัน เราสั่งข้าวห่อใบบัว หมี่กะทิ และยำก๋วยเตี๋ยวบกมาชิมกัน แล้วรสชาติอาหารก็ชวนให้เราต้องสั่งเพิ่มแม้เมื่อตอนแรกจะรู้สึกว่ายังไม่หิวก็ตาม หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้วก็แวะเข้าห้องน้ำก่อนออกเดินทางต่อไปยังสุโขทัย ห้องน้ำที่นี่สะอาดมากทีเดียว มีเจ้าหน้าที่มาคอยทำความสะอาดอยู่เป็นระยะ เพราะตอนที่เรามาถึงก็แวะเข้าและมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอยู่เช่นกัน อัธยาศัยไมตรีก็ดี พูดจาเพราะ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ประทับใจจนไม่เอ่ยถึงไม่ได้
เราออกเดินทางต่อ ไปถึงสุโขทัยตอนสี่โมงเย็น แวะหาที่พักก่อนเพราะว่าไม่ได้จองไว้ที่ Old City Guesthouse เราได้ห้องพักขนาดใหญ่นอนกันได้ห้าคนเลยในราคาเพียง 700 บาท มีเตียงใหญ่ 3 เตียง ทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น แถมเป็นห้องแอร์อีกต่างหาก
เก็บข้าวเก็บของเสร็จก็ออกไปชมอุทยานประวัติศาสตร์กัน เราแวะที่วัดศรีชุมเป็นที่แรก เป็นที่ประดิษฐานของพระอจนะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 11.3 เมตร สูง 15 เมตร หลังจากเดินชมความงามและนมัสการพระอจนะแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังวัดพระพายหลวงซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานฯชั้นนอก ผังบริเวณวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น คูชั้นนอกเรียก คูแม่โจน มีปรางค์ศิลาแลง 3 องค์เป็นประธานของวัด องค์กลางและองค์ด้านทิศใต้พังเหลือแต่ฐาน เหลือเพียงองค์ด้านเหนือ หน้าบันประดับลายปูนปั้นเป็นศิลปะสมัยสุโขทัยตอนต้นที่งดงามมาก สันนิษฐานว่าสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นศิลปะขอมสมัยบายน
ต่อจากนั้นก็ไปยังวัดมหาธาตุซึ่งอยู่ในเขตอุทยานฯชั้นใน เป็นวัดใหญ่และสำคัญของกรุงสุโขทัย ตั้งอยู่กลางเมือง มีพระเจดีย์มหาธาตุทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งเป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน เราหยุดซื้อบัตรเข้าชมเสร็จมองไปทางด้านขวาพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ภาพสะท้อนกับสระน้ำเบื้องหน้า ทำให้ต้องแวะถ่ายรูปกันก่อนที่จะเข้าไปชมด้านในวัดมหาธาตุ เราเดินชมความงดงามของโบราณสถานพร้อมถ่ายรูปได้ไม่นานนัก ฟ้าเริ่มมืด อากาศเริ่มเย็นลง และที่สำคัญเริ่มหิวกันแล้ว
เราขับรถวนหาทางออกไม่เจอ อาณาจักรสุโขทัยช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน (จริง ๆ แล้วคือหลงทางนั่นเอง) เลยต้องจอดรถถามทางออกจากเจ้าหน้าที่ เราขับรถวนหาร้านอาหารกัน ซึ่งมีไม่มากนัก แล้วมาหยุดที่ร้านสินวนารีสอร์ท ตังอยู่ตรงข้ามโรงแรม Le Charm Sukhothai เลยลองแวะเข้าไปดูเห็นบรรยากาศเงียบๆ สบายๆ มีดนตรีบรรเลงเบาๆ ตัดสินใจเลือกร้านนี้ละกัน หลังจากได้โต๊ะแล้วเราก็ลงมือสั่งอาหารทันที อาหารที่นี่อร่อยไม่ใช่เล่น ไม่ว่าจะเป็นฉู่ฉี่ปลาค้าวพริกสด ปลาชะโอนทอดกระเทียม ลาบเนื้อปลากรายทอด ฯ หลังจากทานอาหารเสร็จเราก็คุยเล่นกันพักหนึ่งก็กลับที่พัก ด้วยยากันยุงไม่สามารถช่วยไล่ยุงได้มากนัก ประกอบกับอากาศที่เย็นขึ้นอีก จนเริ่มรู้สึกหนาวแล้ว กลับถึงที่พักได้สักครู่ก็มีเพื่อนตามมาสมทบอีก 2 คน คือ นก กับ เกียง (ด้วยบ้านอยู่พิษณุโลก เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยว เลยโทรตามมารวมตัวกันซะเลยสรุปว่า 7 คนรวมกันอยู่ในห้องเดียวกันในราคา 700 บาทถูกมาก ๆ ขอบอก) บ้างก็ทะยอยกันอาบน้ำอาบท่า บ้างก็นั่งคุย บ้างก็นอนคุยกัน จนสุดท้ายแล้วก็เหลือแค่เต่ากับนกนั่งกินเหล้ากันต่อแค่สองคน
[mappress]
11 ธันวา
รุ่งเช้าเราตื่นนอนกันเมื่อใกล้ 7 โมงเช้า ล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกไปหาเช่ารถจักรยาน ขี่ไปชมบรรยากาศยามเช้าในอุทยานฯ กันอีกซักรอบ (โดยทิ้งเต่านอนเฝ้าห้องอยู่คนเดียว เพราะไม่ตื่น) ขี่จักรยานกันไป คุยกันไป แวะชมโบราณสถานและถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ จนแดดเริ่มร้อน ท้องเริ่มหิว บวกกับเต่าโทรมาว่าตื่นแล้ว ระหว่างขี่รถกลับมาหาเต่าที่หน้าอุทยานฯ ผ่านหลักกิโลอันใหญ่ เลยจอดแวะถ่ายรูป ข้างๆมีรถขายไก่ย่าง กลิ่นโชยมาเตะจมูก จนต้องเดินตามไปซื้อ เห็นเต่ากำลังเดินมาไกลๆ ทีแรกว่าจะไปกินร้านที่อยู่ปากซอยที่พัก แต่เต่าบอกว่าที่หน้าอุทยานฯ มีร้าน ก็เลยแวะกันที่หน้าอุทยานก็ได้
มีร้านอาหารตั้งอยู่หลายร้าน เราเลือกนั่งที่ร้านหนึ่ง สั่งกาแฟ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย (หน้าตาเหมือนก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำธรรมดามากกว่า เอ…หรือว่าก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย แปลว่าขายอยู่ที่สุโขทัยหว่า) ปลาทอด กบผัดเผ็ด ไม่อยากจะบอกเลยว่าไม่อร่อยเอามากๆ งานนี้เต่ารับผิดไปเต็มๆ ในฐานะผู้แนะนำ ทานเสร็จเรากลับมาอาบน้ำอาบท่า เก็บข้าวเก็บของ 11 โมงเราก็เริ่มออกเดินทางกันต่อเพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี
เดินทางมาถึงพิพิธภัณฑ์ประมาณเที่ยงกว่าๆ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน อาทิ ของใช้ในครัวเรือน ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องมือทอผ้า เหรียญและธนบัตรในสมัยต่างๆ เครื่องจักรสาน ฯลฯ เราเดินชมกันจนทั่วก็มาแวะส่งโปสการ์ดที่ทางพิพิธภัณฑ์มีบริการให้ พร้อมแวะซื้อของที่ระลึกก่อนกลับ
เราออกจากพิพิธภัณฑ์มาก็ 1:40 แล้ว เลยให้นกซึ่งเป็นเจ้าถิ่นพาเราไปกินข้าวก่อนออกเดินทางต่อ นกพาเรามากินบักกุ๊ดเต๋ ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสาธิต ม. นเรศวร ร้านร่มรื่น อาหารอร่อย ที่สำคัญฟรีเพราะนกเลี้ยง อิ่มหมีพีมันก็พร้อมออกเดินทางสู่ที่หมายต่อไป อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
เส้นทางคดเคี้ยวไปตามเขาพอให้เราได้เวียนหัวกว่าจะเดินทางถึงอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เรามาถึงด่านประมาณ 4:45 หลังจากจ่ายค่าเข้าอุทยานคนละ 30 บาท พร้อมค่ากางเต๊นท์อีกคนละ 30 บาท ก็เข้ามาหาที่กางเต๊นท์กัน มีผู้คนมากางเต๊นท์อยู่กิ่นแล้วเป็นจำนวนมาก และยังคงมีผู้คนทะยอยกันมาเรื่อยๆ อากาศเริ่มเย็น เราตัดสินใจอาบน้ำกันก่อนที่จะไม่ได้อาบ น้ำเย็นเหมือนมีคนเอาน้ำแข็งมาใส่ไว้ อาบน้ำเสร็จออกมาตัวชาไปทั้งตัว
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว อากาศก็เริ่มเย็นลงอีก เราเดินออกไปหาอะไรกินกัน มีเจ้าหน้าที่ตั้งร้านขายอาหารให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว สุกี้ อาหารตามสั่ง ฯลฯ เราเลือกนั่งกันที่ร้านหนึ่ง สั่งกระเพราไข่ดาว และสุกี้มากินกัน ระหว่างรออาหาร พี่แหม่มเดินไปชิมสตอเบอร์รี่ คนขายบอกว่า “ชิมแล้วไม่ซื้อโกรธนะ” พี่แหม่มเลยซื้อไส้กรอกข้าวของเค้ามากินเล่น หลังจากกินข้าวเสร็จก็ซื้อสตอเบอร์รี่มากิน พี่คนขายชื่อ พี่พรทิพย์เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่นี่ อัธยาศัยไมตรีดีมาก คุยกันถูกคอ วักพักก็หายไปหา “น้ำป่า” มาให้เราชิมคลายหนาวอีกด้วย เราเลยสั่งมาขวดนึงเผื่อไว้คลายความหนาวเหน็บกัน
เรานั่งคุยกันอย่างสนุกสนานเพราะพี่แกเริ่มเมาแล้ว คุยกันไปคุยกันมาเลยได้ทราบว่า เป็นคนนครปฐมบ้านเดียวกันนี่นา แถมพี่พรทิพย์ยังเป็นแม่สื่อแม่ชัก แนะนำเจ้าหน้าที่หนุ่มให้พี่กายอีกด้วย วิทยุไปตามหลอกมาให้เราดูตัวจนได้ ทำเอาหนุ่มเจ้าเขิน เดินขาขวิดหนีไปแทบไม่ทัน ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งหนาวจนปลายนิ้วเริ่มชา พี่พรทิพย์เลยให้พี่ที่ร้านยาดอง เอายาดองสมุนไพรมาให้เราชิม เลยได้ติดไม้ติดมือเพิ่มกลับมาอีกขวด
สามทุ่มกว่าๆเราขอตัวกลับเต๊นท์ หนาวจนอยากกลับมาซุกตัวในถุงนอนอุ่นๆแล้ว กลับมาถึงมีแก๊งเด็กวัยรุ่นนั่งล้อมวงร้องเพลงเสียงดังกันอยู่หน้าเต๊นท์ พี่นพเลยบอกให้เค้าเบาเสียงหน่อย ซักพักน้องเค้าเลยย้ายไปเฮฮากันที่อื่นแทน เราซุกตัวอยู่ในถุงนอน แล้วนั่งคุยกันที่หน้าเต๊นท์จน 5 ทุ่มก็เริ่มแยกย้ายกันไปนอน









