

บ้านกาแฟ
ช่วงเวลานี้ของทุกปีในยามที่อากาศในกรุงเทพยังร้อนระอุ ผมมักจะหาโอกาสหนีอากาศร้อนในเมือง ไปตามหาความหนาวทุกครั้งไปและปีนี้ก็เช่นกัน บอกไปหลายคนก็คงไม่เชื่ออากาศที่ไหนๆก็ร้อนเหมือนกันขนาดภาคเหนือยังร้อนจะตาย หลายปีก่อนทุกๆปีผมจะไปเที่ยวหาอากาศหนาวที่ “ช่องเย็น” ไม่ใช่ช่องเย็นในตู้เย็นนะครับ ช่องเย็น อยู่ที่ อช. แม่วงก์ จ. กำแพงเพชร ที่ได้ชื่อช่องเย็นนั้นน่าจะมาจากอากาศที่เย็นนั่นเอง อากาศก็เย็นสบายดีเดินทางประมาณห้าชม.ก็ถึงไม่ไกลจนเกินไป แต่ข้อเสียของช่องเย็นคือที่นี่มีตัวคุ่นครับ คล้ายๆ ตัวลิ้น ตอมและกัดน่าลำคาญมาก ถ้าไปเจอช่วงที่คุ่นเยอะนั้นต้องนั่งเล่นในเต็นท์อย่างเดียว ยิ่งคนถ้าแพ้ด้วยแล้วรักษาแผลถูกกัดกันเป็นเดือนเลย ที่เล่ามาตั้งนานไม่ใช่ว่าจะพาไปช่องเย็นนะครับ แต่คราวนี้เราจะไปอีกที่นึงที่ผมเพอ่งคนค้นพบเมื่อสี่ห้าปีก่อน ที่นั่นคือ ทองผาภูมิ ครับ จะว่าไปแล้ว อ. ทองผาภูมิ เป็นอำเภอที่่จัดได้ว่าอากาศร้อนที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ถ้าเราเคยสังเกตจากรายการพยากรณ์อากาศเป็นประจำเราคงจะคุ้นๆ กับประโยคที่ว่าอุณหภูมิสูงสุดที่อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรีอยู่บ่อย จริงอยู่ครับที่อ.ทองผาภูมิ อากาศร้อนมาก แต่อย่าลืมว่าที่นั่นอยู่ใกล้ชายแดนพม่าที่ อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรป่าไม้ ยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ใกล้ทะเลอันดามันด้วย งานนี้เราจะพาไปที่ เหมืองปิล็อก ตำบลเล็กๆ ที่อยู่ชายแดนห่างจากตัวอำเภอกว่าหกสิบกิโล เมืองเล็กๆ ในป่าลึก เมืองที่อยู่เมฆ อากาศชื้นมากจนต้องปิ้งเสื้อผ้าแทนการตากแดด

วัดหลวงตามหาบัวกับผ้าพันคอที่คุ้นเคย
เราเดินทางออกจากกทมต้องหกเช้าเศษโดยนัดรวมพลกันขบวนผู้ร่วมเดินทาง อีก 6 คนรถอีก 2 คันที่ปั๊มปตทแถวๆ พุทธมลฑลสาย 5 ลองท้องกันด้วยข้าวเหนียวหมูไก่และเนื้อทอดที่เตรียมมาด้วย เริ่มออกเดินทางโดยนัดหมายไปเจอกันที่ร้านบ้านกาแฟ หลัก กม.ที่ 14 สายกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ บรรยากาศภายในร้านผ่อนคลายดีทีเดียว กาแฟรสชาติดี แถมทำที่ไว้ให้ถ่ายรูปไว้น่าร้านไว้ซะสวยเลย ข้อเสียอย่างเดียวที่เจอคือ พอถามเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวแถวๆนั้นจากน้องพนักงานกลับไม่ได้คำตอบอะไรเลย

บ้านเนินอีต่อง
ก่อนออกจากร้านเราเห็นป้ายบอกทางไปวัดป่าหลวงตามหาบัวอยู่เพียงไม่กี่กม. จากที่นี่ ที่วัดนี้แหละครับที่เลี้ยงเสือ และมีโชว์การแสดงเสือ ที่นี่ถ้ามาช่วงเช้าสามารถลงชื่อบริจาคแล้วเข้าไปเดินเล่นไหว้พระได้เลย แต่จะยังไม่มีการแสดงโชว์ สำหรับคนไทยที่เบี้ยน้อยควรจะมาก่อนเที่ยง แวะไหว้พระแล้วเข้าไปนั่งเล่นรอก่อนได้ แต่ถ้ามาช่วงบ่ายต้องเสียค่าเข้า 500 บาท เมื่อเข้ามาถึงภายในบริเวณลานจอดรถของวัด ความรู้สึกที่คุ้นเคยและอบอุ่นก็เกิดขึ้นทันทีเมื่อเห็นสติ๊กเกอร์มหาลัยราชดำเนิน ที่โต๊ะลงชื่อบริจาคก็เปิดASTV อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร ยิ่งกว่านั้นคือมีผ้าผูกคอกู้ชาติรุ่นทวงคืนเขาพระวิหารเข้ากันได้ดีกับเสื้อที่ผมสวมมาด้วยเลยต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อย เนื่องจากพวกเรามีเวลาไม่มากนักเพราะตามโปรแกรมเราจะต้องไปกินมื้อเที่ยงกันที่ร้านอาหารประจำของเราที่ทองผาภูมิ ออกมาตอน 11 โมงจับเวลาด้วย GPS แล้วเราจะถึงร้านในอีกสองชม. ซึ่งจะอาหารหลายอย่างอาจจะหมดได้ โปรแกรมแวะรายทางที่เหลือจึงถูกยกเลิกทั้งหมด จำต้องรีบออกเดินทางเหยียบแบบไม่รอใครเลย จนเพียงเที่ยงเศษๆ เวลาก็มาถึงร้าน แปดลิ้ว ชื่อแปดลิ้วแต่อยู่กาญจนบุรีครับอาหารที่รสชาติถูกปากจริงๆ มากี่ครั้งก็ต้องแวะทุกทีไป สั่งอาหารรอไม่นานอาหารก็มาครบใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีทุกอย่างหมดเกลี้ยง หลังจากอิ่มได้ที่พวกเรามาแวะที่ตลาดซื้อของเตรียมขึ้นไปข้างบน ได้ทุเรียนมาลูกนึง มังคุดสองโล มันเทศ และ ขิง สำหรับมื้อดึกคืนนี้ และซื้อของฝากไปเลยเผื่อขากลับไม่มีเวลาแวะที่นี่อีก ของฝากที่เราซื้อกันครั้งที่แล้วคือมะขามป้อมแช่น้ำผึ้งซึ่งหาซื้อได้จากที่นี่ที่เดียวปีนี้ขึ้นราคาอีก 20 เป็นโหลละ 120 บาท (ขวดโหลนะครับไม่ใช่ 12 อัน ) ได้ของครบถ้วนแล้วผมพาไปแวะนั่งแช่น้ำเล่นที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ ช่วงนี้น้ำลดลงไปเยอะ แต่ยังคงใสเหมือนเดิม
ระหว่างนั่งเล่นผมแกล้งอำพี่โอซึ่งมาด้วยกันเป็นครั้งแรก ก่อนมาแกบอกว่าไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ร้อนผมก็เลยชวนมาด้วยกัน ก่อนมาผมย้ำทุกคนให้เตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย แต่ตอนนี้เราอยู่ที่ทองผาภูมิแล้วอากาศยังร้อนมากผมเลยแกล้งอำว่าที่ทองผาภูมิก้อร้อนอย่างนี้แหละไม่เคยด้วยพยากรณ์อากาศเหรอ พี่โอค้อนขวับ บอกว่าเพิ่งถามที่ร้านค้ามาเหมือนกัน เค้าบอกว่าร้อนมากขนาดถามย้ำว่าบนเขานะแม่ค้ายังยืนยันเช่นเดิม

เนินเสาธง
เราเริ่มเดินทางต่อโดยแวะเติมน้ำมันจนเต็มถังก่อนขับตามกันขึ้นไปมาอยู่แวะอีกทีที่จุดชมวิวก่อนถึงที่ทำการอุทยาน ถึงที่นี่อากาศเริ่มเย็นลงแล้วอาจเป็นเพราะฝนกำลังจะตก เดิมทีตามแผนคืนนี้เราจะนอนโดยกางเต็นท์กันที่อุทยาน นัดหมายกันว่าเดี๋ยวแวะกางเต็นท์แล้วจะไปเดินเล่น ทานมื้อเย็น และเวียนเทียนกันที่นั่น ก่อนจะกลับมานอนที่เต็นท์ในอุทยาน แต่พอขับออกจากจุดชมวิวฝนก็เริ่มตกลงมาพอถึงอุทยานยังไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดกลับตกหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ผมเลยตัดสินใจไม่กางเต็นท์ในตอนนี้โดยมุ่งหน้าไปที่บ้านเนินอีต่องก่อน ถึงหมู่บ้านเราจอดรถที่ลานจอด H หน้าวัดปิล็อกก่อนฝ่าสายฝนไปที่วัดเพื่อถามเรื่องงานเวียนเทียนในคืนนี้ ได้ความว่าถ้าฝนไม่ตกจะมีเวียนเทียนตอนสองทุ่ม
ฝนเริ่มซาแล้วผมช่วยไปเที่ยวที่เนินเสาธงและช่องมิตรภาพโดยไปด้วยรถกระบะคันเดียวที่เหลือนั่งกระบะไป สภาพอากาศเดี๋ยวฝนเดี๋ยวหมอกตลอดเวลา กลับมาถึงจอดรถไว้ที่เดิมแล้วเดินลัดลงไปที่หมู่บ้านโดยมีสมุนน้องหมาที่วัดเดินตามมาเป็นเพื่อนด้วย สังเกตว่าหมาที่นี่เป็นมิตรมากๆ ทางลัดผ่านบ้านตอไม้ตรงมาที่ร้านครัวสุดแดนเป้าหมายมื้เย็นของเราคืนนี้ แวะทักทายคุณป้าเจ้าของร้านก่อนเพื่อถามหาปูจากพม่า ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่มีอีก ที่บ้านอีต่องเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควรมีที่พักเพิ่มขึ้นมีร้านขายของที่ระลึกมากขึ้น คุณป้าแนะนำให้ลองไปดูที่พักที่บ้านดิน

Love Pilok
ซึ่งอยู่ใกล้กับตลาดและมีร้านเป็นไม้ไผ่ขัดสานมีโต๊ะและเบาะรองนั่งที่พื้นบรรยากาศเป็นสบายๆ เจ้าของร้านเป็นเป็นศิลปินเพาะช่างแฟนกัน ชื่อ ปู่ และ อัทช่า ของทุกอย่างในร้านจึงออกแบบเอง ทำเอง เพ้นท์เอง พวกเราขอดูที่พักซึ่งจัดได้น่ารักดี แต่มีเหลืออยู่แค่ 2 ห้องนอนได้แค่ห้าคนเท่านั้น ฝนยังคงตกๆหยุดๆ อากาศก็ค่อนข้างเย็นเช็คอุณหภูมิอยู่ที่ 20 องศา สังเกตที่ร้านบริเวณที่เรานั่งกันอยู่ดูแล้วน่าจะพอนอนได้ จึงถามอัทช่าดู ตกลงให้นอนได้เราเลยตัดสินเลือกค้างที่นี่แทน หลังจากได้ที่พักรีบร้อยแล้ว เราจึงกลับไปเอารถมาจอดใกล้ร้านริมถนนปากทางเข้าหมู่บ้าน เก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้วพวกเราจึงไปกินมื้อเย็นที่ครัวสุดแดน อาหารยังอร่อยเหมือนทุกครั้งที่มาในราคาที่ไม่แพง ระหว่างทานข้าวเราก็คุยกับป้าหลายเรื่องคุยถามเรื่องชุมชนชาวพม่าที่อยู่ตรงตลาด คุณป้าบอกว่าถ้าสนใจจะให้เด็กพาไปเดินเที่ยว ว่าแล้วก็น้องสาวชาวพม่าที่มาช่วยงานที่ร้าน ชื่อว่าอะไรไม่รู้ แต่คุณป้าแกเรียกว่า แม่หอยหอม น้องแกก็น่ารักมาก เดินพาไปทุกที่เท่าที่จะพาไปได้ น้องหมาจากวัดกลับมาร่วมขบวนเราอีกครั้งทำเอาหมาพม่าเห่ากันเกลียว มีคนบอกว่าที่นี่ไม่มีขโมยสังสัยจะจริง เพราะผมเห็นชาวบ้านวางมือถือทิ้งไว้หน้าบ้านเฉยไม่ต้องเก็บเลย เดินเที่ยวพอได้เหนื่อย น้องแกก็พาเรากลับมาที่ตลาดอีกเส้นทางหนึ่ง พวกเราให้ทิปไปร้อยนึง น้องแกเรียบปฏิเสธโดยทันที่ แต่โคยเราคะยั้นคะยอจนยอมรับ ขอบคุณแล้วก็ลากลับไปที่ร้าน
อากาศเริ่มเย็นมากแล้วพวกทยอยคอยคิวกันอาบน้ำเพราะมีเพียงห้องเดียว ส่วนเจ้าของร้านตอนนี้ไม่อยู่ต้องไปงานศพ เลยฝากให้พวกเราเฝ้าร้านแทน ได้เวลาสองทุ่มพวกเราบางส่วนจึงเตรียมตัวไปที่วัดเพื่อร่วมพิธีเวียนเทียนวันวิสาที่นี่ ด้วยความที่ไม่ค่อยจะพร้อมสักเท่าไรพวกเราจึงมีแค่เทียนที่เตรียมมาด้วย ขาดดอกไม้กับธูป ไปถามชาวบ้านเค้าก็ช่วยจัดแจงหาธูปมาให้เราเป็นอย่างดี พิธีเริ่มแล้วทุกคนเข้ามารวมกันในโบสถ์ หลังเล็กๆ จนผู้คนล้นออกมากส่วนใหย่จะเป็นเด็กๆ มีวัยรุ่นบ้าง พวกเราดูจะกลายเป็นแขกสำคัญของที่นี่ ผู้คนเชื้อเชิญให้เราเข้าไปด้านในโบสถ์ พระเริ่มสวดทั้งบาลีและบทแปล พิธีซึ่งดูศักดิ์สิทธ์กว่าทุกครั้งที่เคย จนในที่สุดเดินเวียนเทียนก็เริ่มขึ้น พระท่านเน้นให้พวกเราภาวนาระหว่างเดินเวียนเทียนรอบอุโบสถ 3 รอบ เวียนเทียนเสร็จกลับมาสวดมนต์ต่อ เป็นอันเสร็จพิธี จึงแยกย้ายกันกลับ คืนนี้เรานั่งคุยกันที่ร้านจนเริ่มง่วง บ้างกางเต็นท์นอนในร้าน บ้างก็ใช้ถุงนอน บ้างส่วนเข้าไปนอนในห้องผ่านไปอีกหนึ่งคืนที่ประทับใจ

Love Pilok


แว๊บมาแอบดู เผื่อจะช่วยไรได้บ้าง
จะแว๊บมาอ่านต่อนะ
ลืมไป
แค่ชื่่อเรื่่อง ก็ ชอบแล้ว
GDI ธุรกิจออนไลน์ งานออนไลน์ งานผ่านเน็ต ทำงานบนเน็ต100% เพิ่มรายได้เสร็ม
ไม่ต้องขาย ไม่ประชุม ถูกกฎหมาย ทำ งาน ออนไลน์ รายได้ดี
ทำ งาน ที่บ้าน ทาง เน็ต 100% ฟรี 7วัน
http://www.easyforrich.ws/