เมืองงอย มิติย้อนเวลาแห่งสายน้ำอู (สปป.ลาว) Muang Ngoi : Lao PDR

ล้อหมุนเวลาเกือบ 11 โมงเช้า ไม่ตรงเวลาตามปี้ 10.00 น. ถือเป็นเรื่องปรกติสำหรับที่นี่ คนที่นี่เขาไม่รีบร้อน ไม่ต้องแข่งกับเวลา บางทริปขับไปซ่อมไป แวะนั่น แวะนี่ ถ้าทำใจไว้อยู่ก่อน ปรับชีวิตให้ช้าลงคุณจะเที่ยวเมืองลาวได้อย่างมีความสุขในทุก ๆ แห่งหนใด


หลังจากตักบาตรข้าวเหนียวที่เมืองหลวงพระบางเสร็จ พวกเรารีบออกเดินทางไปท่ารถสายเหนือให้ทันรถออกเวลา 10.00 น  เราซื้อปี้เพื่อเดินทางมุ่งสู่หนองเขียวหรือเมืองงอยใหม่
เมืองเล็ก ๆ สงบเงียบมีสายน้ำอูไหลผ่าน  เมือง ที่ต้องตั้งใจมา ถึงแม้จะอยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางด้วยระยะทางเพียง 160 กิโลเมตรขึ้นไป ทางตอนเหนือ
แต่ก็ยังต้องใช้เวลานั่งรถประมาณเกือบ 4 ชม. นักท่องเที่ยวคนไทยส่วนมากก็เลือกจะหยุดอยู่แค่หลวงพระบางแล้วเดินทางกลับ เส้นทางเดิม หรือ ไม่ก็ นั่งเรือจากห้วยทราย-ปากแบ่ง-หลวงพระบาง
แล้วลงไป วังเวียง เข้าสู่เวียงจัน ไปเลย การเดินทางในลาวนอกจากเส้นทางไม่สะดวกสบายนัก มักติดข้อจำกัดตรงที่ส่วนมากมักมีรถเพียงรอบเดียว และเป็นรอบเช้า วันนี้ก็เช่นกันถ้ามาไม่ทันก็หมายถึงต้องกลับไปนอนหลวงพระบางอีกคืน แล้วพรุ่งนี้จะเอายังไงค่อยว่ากันใหม่ แต่พวกเราว่องไวพอ ด้วยเพราะพักที่หลวงพระบางมา 3 คืน แล้ว อยากย้ายเต็มที่ และสำหรับฉันไฮไลท์ของทริปนี้ไม่ใช่หลวงพระบางอีกต่อไป ฉันมาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่จุดหมายในใจสำหรับทริปนี้ของฉันคือ เมืองหนองเขียว เมืองงอย เมืองอุดมไชย


ถึงแล้วหลังจากนั่งรถชิว ๆ เส้นทางไม่โหดนักบนถนนลาดยางสลับลูกรังเกือบ ๆ 4 ชม. พวกเราแบกกระเป๋าสัมภาระ ไปทางท่าน้ำ เพื่อซื้อปี้เรือ ในวันนี้เราตั้งใจไปนอนเมืองงอยเก่า โดยผ่านหนองเขียว (เมืองงอยใหม่)ไปก่อน เพราะเส้นทางนี้เป็นการเดินทางครั้งแรกของฉัน จำเป็นต้องเผื่อเวลาของความผิดพลาดไว้ซักหนึ่งวัน ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ (เวียงจัน-วังเวียง-หลวงพระบาง-เมืองงอย-อุดมไชย-ปากแบ่ง-เชียงของ) แต่ถ้าการเดินทางไม่เป็นไปตามแผนด้วยเหตุอันใดก็ตามแต่ เราจะตัดเชียงของออกไป  พวกเรามีเวลา 8 คืน สำหรับทริปนี้  ถึงคราวต้องเลือกระหว่าง หนองเขียว หรือ เมืองงอย ถ้านอนทั้งสอง เกรงว่าเราจะกลับไปไม่ทันกำหนดลางานไว้ จึงต้องเลือกแค่ที่เดียว พวกเราตัดสินใจเลือกพักที่เมืองงอยเก่าดีกว่า  และ นี่ทำให้วันนี้เราต้องรีบอีกครั้งเพื่อซื้อตั๋วก่อนเรือออก เพราะมีเที่ยวเดียวอีกแล้ว (แต่ยังไงเขาจะรอรถรอบนี้มาก่อนเรือออกอยู่ดี เพราะนักท่องเที่ยวมาจากรถรอบนี้ทั้งนั้น)


พวก เราลงไปนั่งรอเรือลำไม่ใหญ่นัก เป็นเรือนานาชาติขนกระเหรี่ยงหัวหลากสีต่างเผ่าพันธุ์ กลุ่มเราเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่เป็นคนไทย นั่งกอดคองอเข่ากันไป  เข่างี้เกยชนกันกับฝรั่งตรงข้าม ต้องตกลงกันให้ดีใครจะเอนทางไหน นั่งกันแบบสลับฟันปลา  คิดซะว่าแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้วน่ะ  เมือง งอยเก่านี้เป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติมาได้หลายปีแล้ว เพราะยังคงซึ่งความบริสุทธิ์ทั้งธรรมชาติ และ เสน่ห์แห่งวิถีชีวิต หลายคนหนีจากวังเวียงมาที่นี่ ด้วยเพราะวังเวียงมีความเจริญสอดแทรกเข้าไปทุกหัวระแหง มีอาคารใหม่ ๆ และ ที่กำลังก่อสร้างเพิ่มอีกมากมาย ระบบทุนนิยมกำลังคุกคามที่นั่นอย่างหนักหน่วง มีความเปลี่ยนแปลงมากมายทุกขณะ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไปที่นั่นก็แตกต่างจากเดิม ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเมืองปายสมัย 7 ปี ที่แล้ว กับนักท่องเที่ยวที่ไปปายในปัจจุบัน เป็นความแตกต่างเช่นนั้นจริง ๆ ล่าสุดที่วังเวียง ฉันเห็นฝรั่งแต่งชุดบิกินี่ เดินกันบนถนนที่นั่น สาบานได้ว่าเป็นถนนที่รถวิ่งได้ ไม่ใช่ริมน้ำ หรือ ลากูน ใด ๆ ทั้งสิ้น ฉับพลันก็หวลนึกถึง พัทยา บ้านเรานี่เอง  ทำไมถึงวกไปวังเวียงได้ ก็เพราะได้ยินมาว่า ที่นี่เปรียบเสมือนวังเวียงเมื่อซัก 10 กว่าปีก่อน หากทว่ามีมนต์เสน่ห์มากกว่าด้วยเพราะต้องเดินทางด้วยเรือเท่านั้น


พวกเรานั่งบนเรือจนเลยเวลาเรือออกไปซัก 15 นาที ได้ เมื่อยมาก ฝรั่งเริ่มบ่นอึงอื้อ ถามพวกเราให้ส่งภาษาถามได้ไหมว่าเกิดอะไร ทำไมเรือไม่ออกซะที เราก็ถามให้ ปรากฏว่าคนขับเรือรอลูกสาวจะไปเมืองงอยด้วย แต่เธอยังไม่ปรากฏตัว พวกเราทั้งลำเรือรอเธอมาพร้อมลูกเขยอีกสักครู่ใหญ่ ๆ จนฝรั่งกระแหนะกระแหนด้วยการตบมือต้อนรับทั้งลำ 555 ม่วนชื่นกันไป

สองฝากฝั่งริมน้ำอู สวยครึ้ม สงบบริสุทธิ์ แลดูลึกล้ำ ฉันรู้สึกเหมือนเรือลำน้อยพุ่งทะยานพาขบวนชีวิตหลากหลายที่ถูกปรุงแต่งปลด คราบแห่งความเป็นเมืองศิวิไลต์ทิ้งลงตามรายทางมิติแห่งสายน้ำ เพื่อไปใช้ชีวิตเรียบง่ายในอีกโลกหนึ่งซึ่งซ่อนตัวกลางหุบเขาไกลโพ้น ฉันคงไม่ได้รู้สึกเพียงคนเดียวหรอกนะ…… เรือแล่นไป แล่นไป น้ำนิ่งบ้าง ผ่านแก่งน้ำเชี่ยวกราดบ้าง มิให้ไร้ซึ่งความหวาดเสียวอยู่บ้าง  …….หนึ่งชั่วโมงแห่งสายน้ำย้อนเวลา…….


เมืองงอยตั้งตะหง่านอยู่ตรงหน้า ฉันต้องใช้คำนี้ ก็เพราะมันอยู่สูงกว่าตลิ่งท่าเรือช่วงน้ำแล้งเช่นนี้ พวกฉันตะกายไปตามบันไดที่ใช่บันไดซะทีเดียว แบกเป้เดินหาที่พัก พวกเราเดินไม่ทันฝรั่ง ไปที่ไหน ๆ ก็เต็ม Full, Full and Big Fool นี่ขนาดดั้นด้นออกมาไกลขนาดนี้ยังโดนด่าว่าโง่ได้อีกนะ  โง่ก็ได้ ก็ต้องมาเที่ยวเทศกาลแบบนี้แหล่ะ ก็ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่นี่นะ สุดท้ายก็กลับมานั่งหอบตรงท่าเรือ เอาที่นี่แหล่ะว้า  Ning Nign GH เหลือแค่สองห้องเพราะมันเป็นห้องแพงบรรดาแบ็คแพ็คฝรั่งจึงไม่สนใจ ก็เป็นกรรมของกระเหรี่ยงเดินช้าอย่างเราไป ห้องละ 70,000-80,000 kip (ไม่ใช่เทศกาลราคาอยู่ที่ 40,000 kip) และราคาห้องริมผาเห็นวิวแม่น้ำ แต่เล็กกว่าห้องเรา เราคิดว่าต้องนั้นน่าจะสวยที่สุดของที่นี่ราคากลับอยู่แค่   2 USD แต่เต็มหมดอยู่ก่อนแล้ว   เสร็จจากภารกิจหาห้องพักก็ไปเดินเล่น เห็น หนุ่มญี่ปุ่นเซอร์ ๆ ติส ๆ (แถมเที่ยวคนเดียวด้วย) คนนึงถ่ายรูปไรอยู่ ต้องเป็นช็อตเด็ดแน่ ๆ ทะเล่อทะล่าเข้าไปดูบ้าง โช๊ะะะ ภาพและเสียงที่เห็นตรงหน้ามันคือไก่ถูกจับยกขาห้อยหัว แล้วไม้หน้าสามท่อนนึงก็ฟาดเข้าไปที่หัวไก่เจ้ากรรม ร้อง ”กระต๊าก” มาแอะนึงยังไม่พอเต็มคำ พร้อมกระตุก กึ๊ก ๆ ๆ ช่างเป็นภาพที่สยดสยองสำหรับฉันจนกดชัตเตอร์ไม่ลงจริง ๆ ฉันได้แต่เบือนหน้าหนี คงจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มากับลำเรือเดียวกับเราออร์เดอร์กระมัง วันนี้จะมีสัตว์เจ้ากรรมโดนเชือดกันไปอีกกี่ตัวนี่ ทุกที่พักดูตื่นตัวกับกิจกรรมเหล่านี้ เพราะเป็นช่วงเวลากอบโกยเงินจากนักท่องเที่ยว ต่อให้มาไกลแค่ไหน แต่ก็ยังไม่ไกลพอคำว่า …..เงิน เงิน เงิน…… ฉันนึกถึงวังเวียง ไม่ช้าไม่นาน ที่นี่ก็อาจเป็นเช่นนั้น จะช้าหรือเร็วแค่นั้น

ค่ำคืนเมืองงอยหนาวเหน็บ จนฉันและเพื่อนสาวอีกคน มองหน้ากัน แล้วเป็นอันรู้กัน วันนี้เราจะซักแห้งกันนะ มองตาแล้วต่างรู้ใจ สมกับเป็นบัดดี้กันซะจริง ไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟ ติด ๆ ดับ ๆ ไม่นานก็ปิด กิจกรรมที่ทำได้อย่างเดียวตอนนี้คือ นอนซะ ด้วยที่จะได้ไม่มีใครเสียเปรียบใคร ก็เพราะมันเหม็นทั้งคู่น่ะซิ ส่วนใครชิงหลับก่อนก็ไม่ต้องทนดมกลิ่นนาน 5555 แล้ว เราก็หลับไป กลางคืนหนาวเหน็บ เช้าตรู่ซิหนาวยิ่งกว่า เทอร์โมมิเตอร์เอาออกไปวางหน้าประตูห้องจับอุณหภูมิได้เลขตัวเดียว แต่วิวที่เห็นเบื้องหน้ามองลงไปที่ท่าเรือ และ สายน้ำอู ปางอุ๋งว่าสวยงามแค่ไหน ที่นี่ทวีคูณยิ่งกว่า หมอกคละคลุ้งลอยละเลียดอยู่ผิวน้ำทั้งสาย ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่รูปร่างแปลกตาที่โอบล้อมไปด้วยสายหมอกเช่นกัน เป็นเสน่ห์เหมือนโดนมนต์สะกด เหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ฉันนึกภาพตัวเองเป็นนักแสดงนำ ที่ประสบอันตรายใด ๆ วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมุดลอดออกจากถ้ำ หรือ ป่าดิบชื้น มาโผล่เห็นสิ่งมหัศจรรย์อยู่ตรงหน้า แล้วกล้องก็ซูมเอ้าท์จากตัวฉันด้านหลังขึ้นไปมุมสูงแพนไปที่วิวตรงหน้า 180 องศา โดยยังให้มองเห็นฉันอยู่ด้วยในมุมด้านล่าง 555 ฉันคงจำมาจากภาพยนตร์ซักเรื่อง   ฉันเริ่มหนาวจนตื่นจากภวังค์ และที่ทำให้ฉันแปลกใจ คนที่นี่ลงไปทำกิจกรรมในน้ำกันได้ ในอุณหภูมิขนาดนี้ บ้างก็ถ่อเรือ พายเรือ ตักน้ำรดผัก เก็บแหอวนที่ดักปลาไว้ขึ้นมาจากน้ำ  ภาพที่สวยงามตรงหน้า ฉันก็ได้บันทึกลงแผ่น CCD ไว้ ทุกมุม ฉันมายืนถ่ายรูปริมน้ำจุดนี้ได้ซักประมาณ สิบนาที เจ้ากระบอกเลนส์ก็เย็นจนมือที่จับชาไปด้วยเหมือนจับกระป๋องเป็บซี่แช่ตู้ เย็นช่องธรรมดา   อากาศหนาวได้ใจ  และสุดท้ายเราก็อยู่เมืองนี้ได้โดยที่ไม่ต้องอาบน้ำ

ฉันอยู่เมืองนี้ได้แค่หนึ่งคืน กับอีกหนึ่งวัน ได้มีเดินเล่นในหมู่บ้าน ถ่ายรูปผู้คน ไปถ้ำกลาง ถ้ำที่ไว้หลบลูกระเบิดสมัยสงคราม ทหารอเมริกันจะมาทิ้งระเบิด ตอนกลางวันคนจะมาหลบอยู่ในถ้ำ พอตกกลางคืน ถึงค่อยออกมาทำไร่ ทำนา หาอาหารไปให้คนข้างในอีกที เป็นเวลาสิบปี ที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ที่นี่ดินแดนที่แทบจะไม่มีอะไรเลย (ในความศิวิไลช์) กิจกรรมมีเพียงคายัค กับ เดินป่า (ต้องใช้บริการทัวร์) คนที่จะมาคงต้องเป็นนักท่องเที่ยวกินง่าย อยู่ง่าย ที่พักมีเยอะขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก  เสน่ห์ของที่ นี่คือความนิ่งที่หอมหวาน ความเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยธรรมชาติที่ยังคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ เสน่ห์ของวิถีชิวิตยังมีให้พบเห็น เมืองที่สวยงามแต่ซ่อนความเจ็บปวดและคราบน้ำตาแห่งความสูญเสียไว้ให้พบเห็น ตามรายทาง  คุณล่ะ ครั้งหน้ามาเที่ยวหลวงพระบาง ลองย้อนเวลาลงมาอีกซักนิดมั้ย

การเดินทาง :-
จากหลวงพระบาง
-ขึ้น local bus เวลา 10.00 น.ไปลงที่ หนองเขียว (Nong Kieaw) ที่สถานีสายเหนือ ค่าโดยสารคนละ 32,000 kip ระยะทาง 160 กม. ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง

-ต่อเรือไปเมืองงอยเก่า อีก เวลา 14.00 น. ค่าตั๋วเรือ คนละ 80,000 kip ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ขากลับใช้เส้นทางเดิม เรือออกรอบแรก 9.00 น.

สามารถเดินทางกลับหลวงพระบาง หรือ ไปต่อทางอุดมไชย ได้ทั้งสองเส้นทาง :-

-กลับหลวงพระบาง กลับเส้นทางเดิม local bus หรือ กลับทางเรือ ค่าโดยสารค่อนข้างแพง ประมาณ 1 ล้านกีบ (1 Million Kip) ราคาไม่ update ของปี 2549 เป็นราคาเหมาลำ ต้องหาคนแชร์หลาย ๆ คน สายน้ำอูจะไปเชื่อมต่อ น้ำโขงตรงปากทางถ้ำติ่ง ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 8 ชั่วโมง

-ไปต่อทางแขวงอุดมไชย ค่ารถคนละ 140,000 kip จำเวลารถออกไม่ได้ เหมือนประมาณว่าพอเรือมาเข้าท่า ก็มีรถรออยู่แล้ว แล้วก็ออกไปในบัลดล ถึงอุดมไชยประมาณบ่ายแก่ ๆ นอนที่นี่หนึ่งคืนบรรยากาศคล้าย ๆ เมืองจีน จากอุดมไชยมีรถไปปากแบ่ง 2 เที่ยว เวลา 9.00-13.30 และ 10.00-14.30 น ใช้เวลาเดินทาง 4 ชม.ครึ่ง

อัตราแลกเปลี่ยน :- 1 บาท = 250-258 กีบ ณ มิถุนายน 2553
Exchange Rate:- 1 Bath = 250-258 kip at June 2010

Happy Travels!
Muang Ngoi Neua is short on luxury, but rich in character, Lao culture and roosters. This sleepy little village has certainly been discovered by your fellow backpackers, but it’s off the beaten track and provides a revitalizing destination for jungle treks, swimming and just chilling out and watching the river flow by.
We can go to Muang Ngoi by boat from Nang Khiaw. This town is so small there is the only one main road and no electricity from 6 pm till morning. Travellers come here because it cut off from the outside world.

How to get there :-
From Luang Prabang, take a bus of north bus station to Nong Kieaw. The bus will start from 10.00 am (32,000 kip) , spend time about 4 hrs from the way 160 km. then take boat from here 1 hr to Muang Ngoi (80,000 kip). Stay here for two or three days or up to you and take the same route back.

Life in Muang Ngoi Neua is relaxed, easy-going, and very Lao.

Subscribe / Share

Article by Anijang อะนิจัง

Authors bio is coming up shortly.
Anijang อะนิจัง tagged this post with: , , , , , Read 3 articles by

12 Comments

  1. Lekyum says:

    ภาพสวย เล่าเรื่องได้น่าติดตาม แต่ระวังเร่องการแบ่งวรรคตอนนิดนึงค่ะพี่นิ อ่านแล้วมันสะดุด หรือจะเป็นที่โปรแกรมจัดหน้า?

  2. เดี๋ยวจัดใหม่ค่ะ

  3. มันไม่ยอมให้ย่อหน้า -_-!

  4. ติ๊กกี้ says:

    ตามมาจากเฟะบุ๊กค่ะ
    รูปสวยมาก เรื่องเล่าเยี่ยม เจ๊อ่านแล้วเหมือนเป็นลิงคิปปลิ้งเกาะเป้หนูไปด้วยเลย
    อย่างนี้ออกหนังสือสบายเลยค่ะ

  5. chris st says:

    very nice and impressive pic but I can’t understand the text. :(

  6. Ninja chiangmai says:

    ชอบคะ+++ เคยเดินทางไปเมืองลาวก็หลายคร้ง แต่ไปทํางานโอกาสที่จะได้แวะไปที่อื่นน้อยมาก แต่เมืองลาวมีเสน่ห์ตรงที่การเดินทางไม่สะดวกทําให้บรรดา นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ ธรรมชาติ อดไม่ได้ที่จะหวนกลับมาค้นคว้าหาเรืองราวใหม่ๆๆ ในชีวิตคะ เล่าแล้วก็เหมือนว่าแอบเดินตามกันไปเลยนะเนียะ จะติดตามตอนต่อไปเจ้า

  7. thanks everyone. see me next trip.

  8. Chris, I just wrote the words for Farang too. :) but a little bit.

    Next time you have to practice Thai much more ;p

  9. jeab says:

    รูปสวยมากมายค่ะ

  10. Arin says:

    ชอบจัง

  11. Babu KArki says:

    Very nice,like it.

  12. nui says:

    รูปสวยมากค่ะ นึกถึงเมืองลาวเมื่อ 10ปีก่อน

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>